
ธปท.ชี้สภาพคล่องแบงก์ยังดี
มั่นใจบริหารเงินฝากรับมือสินเชื่อได้ ชี้บริโภคภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง
มั่นใจบริหารเงินฝากรับมือสินเชื่อได้ ชี้บริโภคภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง
ธปท.ยันสภาพคล่องยังไม่ตึงตัว แบงก์บริหารจัดการแหล่งเงิน รับมือปล่อยสินเชื่อที่จะเพิ่มขึ้นได้
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพคล่องในระบบยังไม่ตึงตัวอย่างที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อ และการระดมเงินฝาก เพราะแม้ว่าสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากจะเพิ่มขึ้นจาก 96.6% เมื่อสิ้นปี 2556 มาอยู่ที่ 98.3% ในสิ้นเดือน มิ.ย. 2557 แต่ยังไม่น่าห่วง โดยประเมินว่าหลังเศรษฐกิจ ฟื้นตัว ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์จะตึงตัวจากความต้องการสินเชื่อที่มีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แต่ละสถาบันการเงินต้องไปบริหารจัดการสภาพคล่องของตัวเองอยู่แล้ว โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ธปท.ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินไว้แล้ว 4.55 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่าง มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2556 ที่ผ่านมา
“แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วแลกเงิน (บีอี) เพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำ ส่งผลให้ประชาชนโยกเงินฝากไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ให้ผล ตอบแทนสูงกว่า เช่น กองทุน ประกัน เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่สถาบันการเงินก็มีธุรกิจผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ในเครือข่าย ทำให้เมื่อต้องการระดมเงินมาเพื่อปล่อยสินเชื่อ ก็สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์เหล่านี้กลับมาเป็นเงินปล่อยสินเชื่อได้ ทันที” นางรุ่ง กล่าว
ทั้งนี้ ในปี 2556 สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อสูงมากจากโครงการรถคันแรก แต่ปัจจุบันลดน้อยลง ส่งผลให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ลดลงตามไปด้วย ส่วนการแข่งขันระดมเงินฝากนั้น ยังไม่ดุเดือดเหมือนที่ผ่านมา เพราะธนาคารพาณิชย์มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย นอกจากนี้ช่วงที่มีปัญหาทางการเมือง ธนาคารต่าง ก็ปล่อยสินเชื่อได้ต่ำตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นางรุ่ง กล่าวว่า แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ ที่สำคัญธนาคารพาณิชย์มีการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องในอัตราสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 6% ด้วย เพื่อให้สามารถรองรับธุรกรรมต่างๆ ในอนาคต
สำหรับการบริโภคภาคเอกชน นางรุ่ง กล่าวว่า ธปท.คาดว่าครึ่งหลังของปี 2557 การบริโภคภาคเอกชนจะเติบโตต่อไปได้ดี แม้ว่าจะเติบโตในระดับต่ำในช่วงครึ่งปีแรก และตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนรายเดือนยังชะลอตัว แต่ก็มาจาก 2 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือ การบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีแรก 2556 มีฐานที่สูงจากการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์โครงการรถคันแรก ทำให้เทียบกับครึ่งปีแรกของปีนี้หดตัวลงมาก แต่ครึ่งหลังของปี 2556 ฐานสินเชื่อเช่าซื้อไม่สูงมากแล้ว
สำหรับปัจจัยที่สอง คือ ขณะนี้แม้สินค้าคงทน เช่น รถยนต์จะยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ แต่สินค้าไม่คงทนอื่นๆ เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องแล้ว สอดคล้องกับสัญญาณอื่น เช่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย







