
เข้าสู่การปรับฐาน
ผมเพิ่งเดินทางกลับจากการดูงานประเทศเกาหลี แม้การดูงานครั้งนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผังเมืองและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจน้อยมาก แต่สิ่งที่เห็นก็มีหลายอย่างที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าการพัฒนาเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีก็คือการใช้เวลาสั้นมาก การเริ่มจากไม่มีอะไรเลยในยุคสงครามเกาหลีในปี 1950 มาสู่ปี 2000 ซึ่งก็หมายถึง 50 ปี ที่มีการพัฒนาเมืองขึ้นมา
ผมเพิ่งเดินทางกลับจากการดูงานประเทศเกาหลี แม้การดูงานครั้งนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผังเมืองและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจน้อยมาก แต่สิ่งที่เห็นก็มีหลายอย่างที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าการพัฒนาเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีก็คือการใช้เวลาสั้นมาก การเริ่มจากไม่มีอะไรเลยในยุคสงครามเกาหลีในปี 1950 มาสู่ปี 2000 ซึ่งก็หมายถึง 50 ปี ที่มีการพัฒนาเมืองขึ้นมา
สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการที่เราจะทำอะไรก็ตามไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน แต่มันขึ้นอยู่กับการตั้งใจในการทำ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่น่าจะแปลกใจที่เห็นการพัฒนาบริษัทหลายบริษัทที่ใช้เวลาเพียง 10 ปี ก็เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว
ที่เกริ่นมาในเบื้องต้นเพื่อต้องการนำเสนอการเปลี่ยนวิถีหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ตนเอง หรืออื่นๆ ระยะเวลาไม่จำเป็นต้องมาก แต่ความตั้งใจต้องสูงเท่านั้นเอง
วกกลับมาเรื่องภาพรวมตลาดหุ้น ผมเคยนำเสนอเกี่ยวกับการสร้างจุดสูงสุดของ Set Index ในเดือน ก.ค. ซึ่งเราเริ่มเห็นการปรับตัวลดลงของ Set Index บ้างแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยากมากที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นมาตลอด 7 เดือน (เริ่ม 1,205 ในวันแรกของการซื้อขายจนถึงปัจจุบัน) จะให้ปรับฐานเพียงสัปดาห์เดียวและกลับเป็นขาขึ้นยากมาก และต้องยอมรับว่า ณ ตัวเลข Set Index ที่ 1,520 จุดขึ้นไป การพิจารณา PE ล่วงหน้าอยู่ที่ระดับ 15 เท่ากว่าๆ ไม่ถือว่าถูกในภาวะเศรษฐกิจที่โตอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป
เราคงเห็นสัญญาณการอ่อนแรงของตัวเลขการส่งออกที่เติบโตในระดับ 3% กว่าๆ ในเดือน มิ.ย. พร้อมๆ กับตัวเลขนำเข้าที่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
อีกทั้งปัญหาของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีหลายประเด็นที่ต้องกังวล ไม่ว่าปัญหาที่อาร์เจนตินา เรื่องของหนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าน่าจะอันตราย เรื่องเศรษฐกิจยุโรป เรื่องปัญหาของรัสเซีย เป็นต้น
สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นตัวฉุดรั้งที่ทำให้กำไรบริษัทจดทะบียนของไทยที่ไม่น่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่จะเป็นการเติบโตแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ซึ่งก็หมายถึงการที่ราคาตลาดของหุ้นขึ้นสูงมาก ซึ่งสะท้อนมาที่ Set Index ที่ปรับตัวขึ้นมาโดยตลอด ก็น่าจะเกิดการชะลอตัวเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการสร้างจุดสูงสุดในเดือน ก.ค. ที่ระดับดัชนีมากกว่า 1,520 จุด จึงสะท้อนความเป็นจริงที่เป็นเหตุเป็นผลกัน
กลับมามองที่ราคาตลาดของหุ้นล่าสุด จะพบว่าการพยายามยืนอยู่ ณ บริเวณ 1,500 จุด เป็นเหตุผลในเชิงของการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มีการดีดกลับได้บ้าง
แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือการแกว่งตัวในบริเวณดังกล่าว กรณีไม่สามารถยืน 1,520 ได้อย่างมั่นคง โอกาสปรับตัวลดลงอีกครั้งมีสูงมาก และแรง Panic Sell จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีการต่ำกว่า 1,485 เพราะฉะนั้นความเสี่ยงในแง่การปรับตัวลดลงของราคายังคงเปิดอยู่ และมีโอกาสสูงมากที่ Set Index จะมีโอกาสปรับตัวลดลงไปสู่ 1,400 จุดในระยะเดือน !
บทสรุป ภาพตลาดยังไม่มีอะไรใหม่กว่าเดิม การหวังว่าให้นักลงทุนต่างประเทศจะนำพาตลาดหุ้นขึ้นกว่านี้ในช่วงสั้นก็ชัดเจนว่ายังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการเต็มมูลค่าของตลาดหุ้นในรอบนี้น่าจะเป็นแรงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โอกาสที่เกิดการปรับฐานเนื่องจากขาดปัจจัยใหม่สนับสนุน และมุมมองในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเชิงลบน่าจะเกิดขึ้น จึงไม่แปลกอะไรที่อาจจะประเมินได้ว่า Set Index รอบนี้น่าจะเข้าสู่การปรับฐานยาว
หมายเหตุ : ทุกวันเสาร์แรกทุกเดือน บลป.เอกการลงทุน มีการจัดสัมมนาทิศทางตลาดและกลยุทธ์ประจำเดือน โดยผมจะนำเอาสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนต่อไปไปวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ให้ท่านนักลงทุน ท่านที่สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ 081-783-8888 หรือลงทะเบียนที่ http://www.aekinvestment.com (สัมมนาครั้งต่อไปวันเสาร์ที่ 2 ส.ค. 2557 เวลา 09.30 น. ณ สมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ซอยงามดูพลี)







