
แนะรับเหมาพึ่งไฮเทครับมือก่อสร้าง2.4ล้านล้าน
หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาปลดล็อกปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ พร้อมกับการเร่งลงทุนโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดการสร้างงาน การจ้างงาน และผลักดันให้ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเร่งพัฒนาโครงการก่อสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ วิกฤตแรงงานที่แก้ไม่จบจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาในทันที
หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาปลดล็อกปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ พร้อมกับการเร่งลงทุนโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดการสร้างงาน การจ้างงาน และผลักดันให้ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเร่งพัฒนาโครงการก่อสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ วิกฤตแรงงานที่แก้ไม่จบจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาในทันที
จักรพร อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย ประเมินว่า การก่อสร้างไทยจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากเผชิญกับวิกฤตทางการเมือง โดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จะมีงานก่อสร้างล้นมือจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท ทำให้หลายบริษัทต้องแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีการก่อสร้างระบบสำเร็จรูปมาใช้ในงานก่อสร้างมากขึ้น
“สถาบันประเมินว่ามูลค่างานก่อสร้างในประเทศไทยปีหน้าจะเริ่มแตะ 1 ล้านล้านบาท จากเมื่อหลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8 แสนล้านบาท และเคยสูงสุดในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 ที่กว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงนั้นมีแรงงานที่อยู่ในภาคก่อสร้างสูงถึง 4 ล้านคน แต่ตอนนี้แม้ตัวเลขการก่อสร้างนั้นจะใกล้เคียงเดิมแล้ว แต่แรงงานภาคก่อสร้างกลับลดลงเหลือ 2.3-2.4 ล้านคน หายไปจากเดิมกว่าครึ่ง เนื่องจากมีการย้ายไปสู่ภาคบริการ รับจ้าง การเกษตรมากกว่าภาคก่อสร้าง” จักรพร กล่าว
สิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้รับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ไม่กล้านำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการก่อสร้าง เพราะมองว่ามีความยุ่งยากและต้นทุนการก่อสร้างสูง ผู้ประกอบการไม่มีความรู้ในเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ แต่ควรจะต้องมองผลตอบแทนที่ได้ เนื่องจากแรงงานที่ขาดแคลน ซึ่งผู้ประกอบการควรจะรีบนำมาใช้ก่อนที่จะเกิดปัญหา เช่น การไม่สามารถส่งมอบบ้านได้ทันตามกำหนด เป็นต้น จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา
สอดคล้องกับ ณยศ ปิสัญธนะกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้นอกจากพิจารณาว่าดีแล้ว จะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักด้วย ซึ่งการนำเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้นั้นควรจะให้ภาครัฐมีการตรวจสอบมาตรฐานของเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
ด้าน อังสุรัสมิ์ อารีกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนในเวลานี้คือเรื่องแรงงานก่อสร้าง เป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ปัญหาก่อนที่โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานหรือโครงการขนาดใหญ่มูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท จะเริ่มจริงจังในปี 2558 เพราะจะส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างสูงขึ้น และปัญหาแรงงานขาดแคลนทำให้ต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาจากประเทศกัมพูชา พม่า และลาว เป็นต้น
สมาคมได้มีผลักดันการแก้ปัญหาด้านแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดตั้งหน่วยงานแก้ปัญหารูปแบบวันสต็อปเซอร์วิส การให้แรงงานสามารถทำงานข้ามเขตได้ รวมไปถึงการขยายประเทศที่มีจ้างแรงงานจากเดิมจำกัดอยู่ 3 ประเทศ โดยอาจจะต้องมีการจ้างแรงงานก่อสร้างจากประเทศเวียดนาม หรือบังกลาเทศเข้ามาเพิ่มด้วย จากเดิมที่แรงงานจากบังกลาเทศจะทำเฉพาะอุตสาหกรรมประมง
อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันจะมีแรงงานต่างด้าวในภาคการก่อสร้างกว่า 5 แสนราย แต่ฝีมือแรงงานต่างด้าวยังไม่ได้มาตรฐาน ทำให้บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างต้องเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อช่วยทดแทนแรงงาน ลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพงานก่อสร้างด้วย
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยจะต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ หลังจากที่ คสช.ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทางสมาคมได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งสภาการก่อสร้างแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการผลักดันผ่านไปยัง 7 องค์กรภาคธุรกิจ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สภาการก่อสร้างแห่งประเทศไทยจะสามารถจัดตั้งได้ภายในปี 2557 ในสังกัดของกระทรวงมหาดไทย เนื่องจาก พ.ร.บ.ก่อสร้าง พ.ศ. 2522 ได้ระบุให้มีการจัดตั้งได้ เช่นเดียวกับการจัดตั้งสภาวิชาชีพอื่น เช่น สภาวิศวกร สภาสถาปนิก เพื่อรวมตัวกันแก้ปัญหาในวิชาชีพด้านการก่อสร้าง แต่ที่ผ่านมาไม่ได้นำมาปฏิบัติ
ขณะที่ทางสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ได้มอบหมายให้บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ในฐานผู้จัดงาน CONSTECH 2015 ซึ่งเป็นการรวบรวมเทคโนโลยีด้านการก่อสร้าง ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 2728 มี.ค. 2558 ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยปีที่ผ่านมามีบริษัทต่างประเทศและในประเทศไทยเข้าร่วมจำนวน 215 บริษัท มีเงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าในปีหน้าเงินสะพัดไม่น้อยกว่าเดิม
ถึงเวลาแล้วที่บรรดาผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ให้รับกับงานก่อสร้างที่จะมีเพิ่มสูงขึ้นจากงานในประเทศ และจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปลายปีหน้า







