posttoday
ธุรกิจครอบครัวธุรกิจครอบครัว

ธุรกิจครอบครัวธุรกิจครอบครัว

31 กรกฎาคม 2557

วันนี้ขอถอดข้อมูลสำคัญบางส่วนจากวารสาร Board Room ของสถาบัน IOD มาเผยแพร่ขยายการรับรู้ครับ

วันนี้ขอถอดข้อมูลสำคัญบางส่วนจากวารสาร Board Room ของสถาบัน IOD มาเผยแพร่ขยายการรับรู้ครับ

ผลสำรวจเมื่อปี 2012 หรือ 2 ปีที่แล้ว โดย Family business blogspot.com พบว่า แม้แต่บริษัทชั้นนำของสหรัฐ (Fortune 500) นั้น มีถึง 37% ที่เป็นธุรกิจครอบครัว หลายบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวเหล่านี้ไม่จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นด้วยซ้ำ

ครั้นพอส่องเข้าไปในตลาดหุ้นของสหรัฐ ก็ปรากฏบริษัทจดทะเบียน 60% ในสหรัฐ มีรูปแบบบริหารแบบธุรกิจครอบครัว...

ประมาณการกันว่าธุรกิจในโลกนี้มีถึง 8090% เป็นธุรกิจครอบครัว จึงไม่แปลกที่เมื่อสถาบันอนาคตประเทศไทย (ซึ่งผมก็เป็นที่ปรึกษาอยู่ด้วย) สำรวจบริษัทไทยแล้วจะพบว่า 80% ของบริษัทไทยก็เป็นธุรกิจครอบครัวเช่นกัน

1 ใน 5 มหาวิทยาลัยของไทย (ไทยมีประมาณ 300 มหาวิทยาลัย) เปิดคอร์สอบรมหลักสูตร “การจัดการธุรกิจครอบครัว” ไม่ใช่เปิดมาเพื่อเอาใจเจ้าสัวจนลืมเจ้าของธุรกิจผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยหรอกนะครับ แต่เพราะว่าผู้ประกอบการรายใหญ่และน้อยส่วนใหญ่ในโลกและในไทยเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกันในระบบครอบครัวต่างหาก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...ก็ขอเรียนว่าสัญชาตญาณของคนทั่วๆ ไปมักไว้ใจครอบครัวและเครือญาติมากกว่าเพื่อนหรือคนรู้จักน่ะซีครับ...และก็ปรากฏจากผลสำรวจอีกว่า ธุรกิจครอบครัวมีผลประกอบการที่ดีกว่าพวกที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวเสียอีกด้วย

มีงานวิจัยของศศินทร์ที่ชี้ให้เห็นว่าจุดแข็งของธุรกิจครอบครัวคือได้ความเป็นเอกภาพภายในของผู้บริหารมากกว่า มีวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันที่เป็นเฉพาะของตัวเองมากกว่า มีความไว้วางใจกันเองสูงกว่า รักษาความลับของกิจการได้ดีกว่า และสมาชิกในกิจการใส่ใจทุ่มเทให้แก่กิจการสูงกว่า

แต่ขณะเดียวกัน ธุรกิจครอบครัวก็อาจตกยุค ขาดความทันสมัยในการจัดการ เพราะในเมื่อเป็นอาณาจักรส่วนตัวแล้วก็มักไม่มีหูไม่มีใจฟังคนอื่นเท่าที่ควร บ่อยครั้งอาจมีอารมณ์มาครอบงำการจัดการ และเมื่อความเป็นสมาชิกในธุรกิจกับความเป็นสมาชิกในครอบครัวเป็นคนคนเดียวกัน จึงทำให้ล้ำเส้นกันได้ง่าย บ่อยเข้าก็ผิดใจกัน

เวลารักก็รักมากแต่เวลาโกรธก็เคืองแค้นกันนาน บางคนสอนลูกสอนหลานด้วยซ้ำว่า รักอยากจะมีญาติพี่น้อง จงอย่าทำธุรกิจร่วมกัน มีไว้นับถือเคารพกันดีกว่า แต่แล้วโลกก็มีธุรกิจครอบครัวมากกว่ารูปแบบอื่นๆ อยู่ดี

คุณวรรณ ชันซื่อ อดีตประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภา เคยเป็นบุคคลผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงที่สุดในประเทศ เป็นเจ้าของและหุ้นส่วนธุรกิจนับร้อยอย่างจนตัวเองก็จำแทบไม่หมด เคยบอกกับผมว่ามีคำกล่าวจีนตั้งแต่สมัยก่อนๆ “คนเรามักรักษาความสำเร็จได้ไม่เกิน 3 ชั่วอายุคน” ผมเป็นเลขานุการประธานวุฒิสภาในสมัยนั้นของคุณวรรณ (ปี 19891991 หรือเมื่อ 33 ปีที่แล้ว) ยังจำได้ติดหู

สอดคล้องกับผลสำรวจธุรกิจครอบครัวของไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ (PWC) เมื่อ 2 ปีที่แล้วว่าอัตราการอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวจากรุ่นที่ 1 ไปสู่รุ่นที่ 2 คือ 30% และลดเหลือเพียง 12% เมื่อผ่องถ่ายเข้าสู่รุ่นที่ 3 ส่วนจากรุ่นที่ 3 ไปรุ่น 4 เหลืออัตราการอยู่รอดแค่ 3%

ปัจจุบันประสบการณ์ตรงของธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จสูงได้ถูกถอดออกมาเป็นบทเรียนเพื่อถ่ายทอดให้ธุรกิจครอบครัวอื่นๆ เลือกและปรับใช้ เช่น สร้างการกระจายตัวของผู้บริหารและบุคคลที่มาเป็นกรรมการกำกับดูแลกิจการให้มีส่วนผสมลงตัว มีทั้งมาจากการสรรหาคนนอกเพื่อวางระบบให้คนใน โดยในความเป็นคนในก็ให้มาจากหลายครอบครัวในตระกูลปะปนกัน คนละอายุ เพศ และวัย เพื่อช่วยให้ได้ทั้งไอเดียใหม่ๆ เพื่อใช้ผสมสไตล์เดิมๆ ที่ครอบครัวเคยใช้อยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้มีการพัฒนากลไกทำงานร่วมกันที่ลงตัวดีขึ้น สื่อสารสังคมได้หลากหลายขึ้น

หรือจะดูตัวอย่าง “สภาครอบครัว” ของกลุ่มจิราธิวัฒน์ก็น่าสนใจ เพราะมีทั้งระดับกำกับดูแลและระดับลงมือบริหาร ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไม่ให้สร้างอาณาจักรย่อยในตระกูล

ในฐานะกรรมการบอร์ดของสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Institute of Directors หรือ IOD) ซึ่งมีคุณเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตปลัดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานบอร์ด และ ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเป็นผู้อำนวยการ ทำหน้าที่จัดกิจกรรมอบรมสำหรับผู้บริหารและบอร์ดขององค์กรต่างๆ ให้เพิ่มความเป็นมืออาชีพ

องค์กร IOD นี้ก่อตั้งโดยความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ World Bank มา 15 ปีแล้ว มีผู้บริหารระดับสูงเคยผ่านการอบรมกับเรามาแล้วกว่า 5,200 คน โดยมุ่งหมายให้เข้าใจเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) ซึ่งทวีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะยิ่งชนชั้นกลางทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ เติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ ธุรกิจครอบครัวในไทยก็มีแนวโน้มเติบโตเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่เยอะขึ้นตามหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น หรือก้าวไปขยายปีกในต่างประเทศมากขึ้นพอๆ กัน หลักธรรมาภิบาลจึงต้องเข้มและแข็งแรงตามไปด้วย ไม่ใช่แค่ทำกำไรเก่งด้านเดียว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน