
แห่กู้เอสเอ็มอีแบงก์ทะลัก
ผู้ค้า1.5พันรายลงทะเบียนแล้ว
โสฬสเล็งก๊อกสองอีก5พันล้าน
โพสต์ทูเดย์
— เอสเอ็มอีแบงก์ คาดยอดสินเชื่อซับน้ำตาพ่อค้าแม่ค้าโดนพิษม็อบแดง 5,000 ล้านแรกหมดภายในเดือน มิ.ย.นี้นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารเปิดโครงการเอสเอ็มอี พาวเวอร์ เพื่อวันใหม่ ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบทางการเมืองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค.นั้น ขณะนี้มียอดผู้ประกอบการที่ยื่นเรื่องเพื่อขอสินเชื่อแล้วกว่า 1,500 ราย คาดว่าวงเงินสินเชื่อที่ตั้งไว้ช่วงแรกจำนวน 5,000 ล้านบาท น่าจะทยอยปล่อยกู้ได้หมดภายใน 1 เดือน หรือภายในเดือน มิ.ย.นี้
อย่างไรก็ตาม หากวงเงิน 5,000 ล้านบาทแรกหมด ธนาคารจะยื่นเสนอขอ ครม.อนุมัติขอเงินเพิ่มเติมอีก 5,000 ล้านบาท จากผลสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบโดยตรง และต้องปิดกิจการมีประมาณ 3,000 ราย ซึ่งยังไม่นับรวมผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นลงทะเบียนเมื่อวันที่ 26 พ.ค. มีจำนวน 1,420 กิจการ คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 1,138 ล้านบาท โดยธนาคารได้ทำการอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 281 ราย เป็นวงเงินรวม 204 ล้านบาท
ขณะที่การเปิดรับลงทะเบียนของผู้ประกอบการที่เซ็นเตอร์วัน เมื่อวันที่ 27 พ.ค. มีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 33 ราย วงเงิน 22 ล้านบาท จากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 300 ราย
ส่วนที่ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า มีผู้ยื่นเรื่องเพื่อขอสินเชื่อ 100 ราย และที่สยามพารากอน มีผู้ยื่นขอสินเชื่อเพิ่มอีกกว่า 600 ราย ซึ่งธนาคารจะพิจารณาสินเชื่อไม่เกิน 7 วัน
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อขออนุญาตให้ธนาคารสามารถที่จะรับเงินฝากรายย่อยได้เพื่อระดมเงินทุนมาปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมระหว่าง ธปท. กับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหามาตรการช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ได้ข้อสรุปว่าธนาคารพาณิชย์จะออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการจลาจลเช่นเดียวกับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่ในมาตรฐานเดียวกัน
นางสาลินี กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวออกมาเพื่อช่วยลดระดับหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินไม่ให้เพิ่มขึ้นมาก เช่น การที่ธนาคารยืดเวลาการชำระหนี้ ลดวงเงินผ่อนต่องวดลง หรือการลดดอกเบี้ยลงมา
ทั้งนี้ จำนวนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ไม่มาก แต่ถ้าเทียบกับสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ที่มีสูงมาก รวมทั้งสินเชื่อรวมที่มีสูงถึง 67 ล้านล้านบาทแล้ว ถือว่าไม่กระทบต่อฐานะการเงิน ฐานะเงินกองทุน และผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์







