
แจกคูปองทีวีดิจิทัลสนับสนุนหรือซ้ำเติมประชาชน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักจากประชาชนผู้เฝ้ารอการเปลี่ยนผ่านสู่การรับชมทีวีดิจิทัล เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเคาะราคาคูปองทีวีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ราคา 690 บาท แม้ว่าเสียงจากการรับฟังความเห็นประชาชน 4 ภาคจะเห็นด้วยกับราคา 1,000 บาท มากกว่า 690 บาทก็ตาม
ทั้งนี้ เพราะดูเหมือนว่าราคา 690 บาทที่ กสทช.เคาะมานั้นจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์รับชมแบบกล่องสัญญาณ (เซตท็อปบอกซ์) ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพราะราคากล่องที่ขายและมีคุณภาพสัญญาณที่ดีนั้นราคา 1,2001,500 บาท แพงกว่ามูลค่าคูปองที่ กสทช.แจกให้ถึง 2 เท่า
นั่นเท่ากับว่าวงเงินกว่า 1.58 หมื่นล้านบาท ที่ กสทช.ควักออกมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลในครั้งนี้แล้ว ประชาชนอีก 22.9 ครัวเรือนก็จะต้องควักเงินในกระเป๋ามาจ่ายรวมกันอีกไม่น้อยกว่า 1.52 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ได้กล่องรับชมทีวีดิจิทัลที่มีคุณภาพดี
นี่คือการโยนภาระอันหนักหน่วงใส่มือครัวเรือนไทยของ กสทช.ผู้พลิกผันระบบการรับชมทีวีในเมืองไทย
ทั้งๆ ที่มีข้อกำหนดไว้ในหลักการอย่างชัดเจนว่า กสทช.มีหน้าที่ต้องลงทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการรับชมจากทีวีอะนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิทัลอย่างเต็มที่ โดยที่ประชาชนไม่ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
เพราะกฎหมาย กสทช.กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้นำเงินที่ได้จากการประมูลทีวีดิจิทัลมาสนับสนุนประชาชนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลอย่างเต็มตัว
คำชี้แจงว่า “กสทช.ไม่ได้คำนึงว่ามูลค่ากล่องคือเท่าไร จึงไม่จำเป็นต้องแจกคูปองตามราคาขายของกล่องในตลาด เพราะต้องการสนับสนุนประชาชน ส่วนผู้ขายกล่องมีหน้าที่ทำตลาดให้สอดคล้องกับราคาคูปอง” ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าว จึงบิดเบือนข้อกำหนดอย่างชัดเจน
ต้องไม่ลืมว่าตัวการของปัญหาที่โยนภาระใส่บ่าประชาชน คือ กสทช. เพราะก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) เคยมีมติเคาะราคาแจกกล่องที่ 1,090 บาท ก่อนจะถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งทบทวนและให้นำกลับไปประชาพิจารณ์
ราคาที่ กสทช.สรุปไปแล้วนั้น เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการขายกล่องทีวีดิจิทัลกำหนดราคาขายในท้องตลาดไว้สูง 1,2001,500 บาท พอราคาแจกกล่องกลับมาอยู่ที่ 690 บาท ประชาชนผู้ชมจึงต้องเป็นผู้แบกรับส่วนต่างนั้น
คำชี้แจงของบอร์ดกองทุน กทปส.ถึงที่มาของราคา 1,090 บาท ว่าได้คำนวณต้นทุนทั้งหมด ประกอบด้วย ราคากล่องรับสัญญาณ 683.07 บาท ซึ่งเป็นการอิงจากราคาทั่วโลก 1015 เหรียญสหรัฐ รวมกับค่าบริหารจัดการต่างๆ เช่น ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียม การนำเข้า ต้นทุนทั้งหมดจะอยู่ที่ 1,019 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวมกล่องรับสัญญาณพร้อมเสาอิเล็กทรอนิกส์ที่มีไฟเลี้ยงในตัวในระดับคุณภาพมาตรฐาน ดังนั้นถ้าแจกกล่องในราคาต่ำกว่านี้จะส่งผลให้ได้กล่องและเสาที่มีคุณภาพต่ำเกินไป
ข้อความนี้ได้กลายเป็นข้อกล่าวอ้างอันชอบธรรมของผู้ประกอบการขายกล่องที่รัดคอ กสทช.อย่างดิ้นไม่ออก
วิศรุต ปิยกุลวัฒน์ อุปนายกสมาคมสื่อดิจิทัลเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ราคา 2,000 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมและครอบคลุมกับอุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัลทั้งหมด เพราะราคาอุปกรณ์รับชม แบ่งเป็น กล่องรับสัญญาณ ที่ปัจจุบันมีราคา 1,0001,500 บาท และเสาอากาศที่ราคาตลาดอยู่ที่ 300500 บาท ดังนั้นหากราคาคูปองอยู่ที่ 2,000 บาท ก็จะช่วยสนับสนุนการรับชมให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ กสทช.กำหนดเงื่อนไขให้คูปองแลกรับได้เฉพาะกล่องรับสัญญาณภาคพื้นดิน (ดีวีบี ที2) และโทรทัศน์แบบที่มีเครื่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลในตัว แต่ไม่ได้คำนึงการขยายโครงข่ายทีวีที่ยังครอบคลุมครัวเรือนได้น้อย โดยจะแจกนำร่องเพียง 4 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่ นครราชสีมา กรุงเทพฯ และสงขลา
ขณะที่ประชาชนที่โครงข่ายยังขยายไปไม่ถึง กสทช. ได้ใช้ประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้เป็นบริการทั่วไป (มัสต์แครี่) บังคับให้กล่องดาวเทียมประเภทอื่นๆ ต้องนำทีวีดิจิทัล 24 ช่องไปออกอากาศบนแพลตฟอร์มของตัวเอง โดยให้บวกเลขช่องเพิ่มจากเลขช่องเดิมอีก 10 สร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก
เชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีทีเอช กล่าวว่า หากคูปองไม่สามารถแลกกล่องดาวเทียมได้ ก็ไม่ควรบังคับให้ผู้ให้บริการกล่องดาวเทียมต้องออกอากาศทีวีดิจิทัล 24 ช่องตามประกาศมัสต์แครี่ เพราะเป็นการเพิ่มภาระและต้นทุนมหาศาล ที่ต้องมาเรียงช่องทีวีดิจิทัลของ กสทช. ทั้งที่กล่องดาวเทียมมีสิทธิจะเลือกเลขช่องของตัวเอง
ดังนั้น การแจกคูปองครั้งนี้อาจเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่ต้องทบทวนใหม่อีกครั้งว่าเม็ดเงินมหาศาลที่แจกจ่ายออกไปเทียบเท่าการลงทุนรถไฟฟ้า 1 สายนั้นสุดท้ายแล้วเป็นการสนับสนุนหรือผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับภาระจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มากกว่าเดิม
ดีไม่ดี ประชาชนและผู้บริโภคอาจฟ้องร้องเอาได้...







