
ททท.ฟื้นเที่ยวผนึกพันธมิตรอัดแคมเปญ
โพสต์ทูเดย์
— ททท.ผนึกหน่วยงานรอบทิศ ดึงบินไทยเสริมทัพ จัดแคมเปญใหญ่กระตุ้นอารมณ์เที่ยวฟื้นนายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.อยู่ระหว่างการรวบรวมผลกระทบที่ได้รับจากการชุมนุมทางการเมืองร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนจัดแคมเปญขนาดใหญ่กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยจะร่วมมือกับทุกหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว เช่น บริษัททัวร์ สายการบิน ฯลฯ
ทั้งนี้ การจัดแคมเปญใหญ่ดังกล่าวจะจัดหลังงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.นี้ บริเวณศูนย์การแสดงสินค้าเมืองทองธานี โดยงานนี้จะเป็นตัวชี้วัดอารมณ์การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยช่วงนี้ นอกจากนี้จะหารือกับบริษัท การบินไทย เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยร่วมกัน ภายใต้แนวคิดการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ทั้งสองหน่วยงานมีอายุครบ 50 ปี
“
ททท.จะให้ควาสำคัญกับตลาดในประเทศที่ต้องเร่งทำการฟื้นฟูจิตใจให้คนไทยรู้สึกว่า การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และแผนการจัดแคมเปญใหญ่ต้องใช้เวลาการขอความคิดเห็นจากหลายหน่วยงาน เพื่อกำหนดช่วงเวลาให้เหมาะสมที่สุด” นายสุรพล กล่าวสำหรับแนวทางการตลาดต่างประเทศ ททท.จะเน้นการสร้างความเชื่อมั่นด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยผ่านสื่อทุกช่องทาง โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์เว็บไซต์ของ ททท. ส่วนการทำการโฆษณาจะชะลอแผนจนกว่าสถานการณ์จะหยุดนิ่ง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าสูงสุด
อย่างไรก็ตาม หากตลาดไหนที่ยังมีศักยภาพการเดินทางจะใช้กลยุทธ์การทำตลาดแบบอินมาร์เก็ต เช่น ตลาดอินเดีย ซึ่ง ททท. ได้รับการจัดสรรงบประมาณกลางปีในส่วนดังกล่าว ส่วนตลาดระยะใกล้ เช่น ญี่ปุ่น โอเชียเนีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมถึงเกาหลี พร้อมเดินทางมาประเทศไทยทันทีที่เหตุการณ์สงบ
นายสุรพล กล่าวว่า ททท. เตรียมปรับเป้าหมายตัวเลขและรายได้ทางการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยภาพรวมการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างวันที่ 114 พ.ค. ลดลง 16% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และวันที่ 1524 พ.ค. ซึ่งตรงกับวันเกิดเหตุการณ์จลาจล นักท่องเที่ยวลดลง 31%โดยตลาดจีน ฮ่องกง และไต้หวันลดลง 21 % กลุ่มเอเชีย ลด19% ตะวันออกกลางลด 13.38 % โอเชียเนีย ลด 8 % ขณะที่นักท่องเที่ยวในกลุ่มยุโรปเพิ่มขึ้น 2 % สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 0.1 % อินเดียเพิ่ม 12 % แอฟริกาเพิ่มขึ้น 9 %







