
ภัยแล้งทำข้าวแพงสิ้นพ.ค.จ่อขึ้นราคา
โพสต์ทูเดย์
— เกษตรฯ คาดราคาข้าวพร้อมดีดตัวสูงขึ้นหลัง พ.ค. จากปัญหาภัยแล้งทำข้าวนาปรังลดนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้รายงานสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือน พ.ค. 2553 โดยประเมินว่าราคาข้าวในประเทศอาจจะสูงขึ้นหลังจากเดือน พ.ค.นี้ เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปรังปี 2553 ใน 10 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี พบว่าผลผลิตลดลงเหลือประมาณ 3.144 ล้านตัน เมื่อปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยก็จะส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น
“
อีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวลและอาจส่งผลกระทบต่อราคาข้าว คือ ในอนาคตอันใกล้นี้ถ้าเวียดนามยังเผชิญปัญหาดุลการค้าและปัญหาเงินเฟ้อ ก็มีแนวโน้มว่าเวียดนามอาจจะปรับลดค่าเงินด่องลงอีก ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมรับมือเนื่องจากจะทำให้ราคาข้าวเวียดนามถูกกว่าไทย” นายธีระ กล่าวนอกจากนี้ ประเทศผู้นำเข้าข้าวบางประเทศมีความต้องการการบริโภคข้าวลดลง โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่คาดว่าอาจจะต้องนำเข้าข้าวในปี 2553 หันไปใช้ข้าวสาลีเพื่อบริโภคทดแทนข้าว ทำให้อินเดียยังไม่ต้องนำเข้าข้าวในปี 2553 ส่วนตลาดแอฟริกาก็หันไปบริโภคข้าวโพด ทำให้ความต้องการข้าวลดลงบางส่วน
นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวราคาตกต่ำในขณะนี้ ภาครัฐได้จัดทำมาตรการโครงการประกันรายได้ซึ่งคาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในเบื้องต้น พร้อมกันนี้รัฐบาลได้เตรียมเปิดตลาดสินค้าส่งออกข้าวใหม่ๆ เพิ่ม โดยเฉพาะในประเทศตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศไซบีเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศส่งออกที่น่าสนใจเพราะมีกำลังซื้ออีกปริมาณมาก
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งระบายข้าวในสต๊อกแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งจะทำให้กลไกด้านราคากลับสู่ภาวะปกติและส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น และเตรียมการวางแผนกำหนดปริมาณการผลิตข้าวที่เหมาะสมในแต่ละปี ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปถึงปริมาณพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อลดการพึ่งพิงการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว โดยการหารายได้ทางอื่นๆ ชดเชย เพื่อให้เกษตรกรอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงของการค้าเสรี
นายธีระ ยังกล่าวอีกว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายแผนการสร้างความปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ เพื่อลดช่องว่างและความขัดแย้งของคนในสังคมนั้น มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การพัฒนาและเพิ่มโอกาสให้แก่เกษตรกร สร้างความเท่าเทียมกันในสังคม
ทั้งนี้ แนวทางการปรองดองแห่งชาติที่ดีคือ การทำให้เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของชาติมีความมั่นคงในอาชีพ และมีความอยู่ดีกินดี การพัฒนาต้องเน้นที่เกษตรกรเป็นศูนย์กลาง โดยรัฐต้องสนับสนุนให้เกษตรกรเกิดความมั่นคงในอาชีพ และมีที่ดินเพียงพอต่อการทำกิน
กระทรวงเกษตรฯ จึงได้พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนา ลักษณะเหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ให้กลับมาทบทวน เพราะเห็นว่าอาจซ้ำกับโครงการกองทุนเงินออมของรัฐ แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นคนละส่วนกันจึงยืนยันเรื่องดังกล่าวเสนอ กขช.พิจารณาอีกครั้ง
นอกจากนี้จะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยจะเร่งทำประชาพิจารณ์ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคเพื่อประกอบการพิจารณากฎหมาย เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสมีที่ดินทำกิน สามารถบังคับใช้ที่ดินที่มีอยู่ จำกัดของเขตที่ดินเพื่อการเกษตร ไม่ให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น
เป็นการเพิ่มโอกาสแก่เกษตรกรในการที่จะมีที่ดินทำกิน การใช้ประโยชน์ทรัพยากรในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งในปี 53 กระทรวงเกษตรฯมีแผนงานจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร โดยจะมีการสำรวจความต้องการใช้ที่ดินของเกษตรกรทั่วประเทศและนำเสนอรัฐบาลเพื่อจัดสรรที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแก่เกษตรกร นอกจากนั้นกระทรวงเกษตรฯ ยังมีแผนสนับสนุนให้สหกรณ์ที่เข้มแข็งจัดซื้อที่ดินเป็นของสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกเกษตรกรเป็นผู้เข้ามาดำเนินการเกษตร โดยภาครัฐสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ในส่วนของปัญหาผลผผลิต จะมีโครงการประกันรายได้ และการคุ้มครองและประกันความเสี่ยงด้านรายได้และราคาผลผลิต เช่นความเสี่ยงต่อความเสียหายจากภัยธรรมชาติและภัยพิบัติความเสี่ยงด้านราคาปัจจัยการผลิต และความเสี่ยงด้านราคาผลผลิตตกต่ำและการตลาด ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้ในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมามีการชดเชยรายได้สำหรับพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง และในอนาคตจะมีการขยายและเพิ่มโครงการให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรชนิดอื่น และ การเร่งรัดโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการบูรณาการของกระทรวงเกษตรฯกระทรวงการคลัง และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งจะต้องมีการผลักดันให้สามารถนำเข้าสู่ระบบประกันภัยอย่างสมบูรณ์
สำหรับแนวทางที่ 2 คือ การพัฒนากลุ่มองค์กรเกษตรกร โดยการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติภายหลังที่ร่างพรบ.ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา เพื่อคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน การจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร และอีกหนึ่งแนวทางที่กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรโดยการผลักดันมาตรการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดโลกและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเร่งศึกษาข้อมูลของเกษตรกรทุกกลุ่ม รวมทั้งปัญหาต่างๆของเกษตรกรทุกฝ่ายโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
และจะได้นำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทุกๆด้านอย่างยั่งยืน







