posttoday
รอความช่วยเหลือเพิ่มของอียู...หุ้นถึงกลับมา

รอความช่วยเหลือเพิ่มของอียู...หุ้นถึงกลับมา

28 พฤษภาคม 2553

 

ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาผันผวนค่อนข้างสูง โดยปรับตัวดีเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วงวันที่ 1719 พ.ค. โดยมีนักลงทุนในประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิ แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เผากรุงเทพฯ 30 กว่าแห่ง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมามียอดขายสุทธิมากถึง 7,800 ล้านบาท ในวันจันทร์ ผสมกับความกังวลเรื่องปัญหาหนี้ในยุโรปลุกลาม ทำให้สินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ปรับตัวลงแรง โดยธนาคารสเปนได้เข้าช่วยเหลือธนาคาร CajaSur ซึ่งเป็นธนาคารขนาดเล็กที่มีปัญหาด้านการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าการแพร่กระจายของปัญหา และมีแรงเทขายออกมาหนาแน่นในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท เงินทุนไหลเข้าสู่ตราสารหนี้แทน แต่ในที่สุดสามารถดีดกลับได้ในวันพุธหลังจากอ่อนตัวลงใกล้จุดต่ำสุดก่อนหน้านี้ โดยต่างชาติยังคงมียอดขายสุทธิถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ในสามวันทำการที่ผ่านมา

โดยธีมหลัก “ในระยะกลางยาวขึ้นไป” ยังคงเหมือนเดิมกับอาทิตย์ก่อนๆ หน้านี้ คือ สภาพคล่องที่ทางอียูจะทำการอัดฉีดเข้ามา จะทำให้ในที่สุดแล้ว สินทรัพย์ทางการเงินปรับตัวขึ้นได้รุนแรง แต่ในระยะสั้นยังคงเป็นลบเช่นเดิม คือ “อยู่ในช่วงสุญญากาศ” เนื่องจากยังไม่มีรายละเอียดการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามา ทำให้ตลาดยังปรับตัวลงตามข่าวลบ ขณะที่ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองจากการถือบอนด์ ที่ถูกลดอันดับเครดิตในช่วงก่อนหน้านี้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ แต่หากตลาดยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องอีก เชื่อว่าในที่สุดทางอียูจะมีมาตรการช่วยเหลือออกมาเนื่องจากทางอียูไม่ต้องการให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ปัญหาหนี้ในยุโรปลุกลามไปเกินกว่าที่เยียวยาได้ทัน และจะส่งผลให้สินทรัพย์ทางการเงินปรับตัวขึ้น

กลยุทธ์การลงทุนรายวัน แนะนำให้ติดตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย LIBOR กับ OIS (Overnight Index Swap rate) เนื่องจากจะเป็นตัวสะท้อนถึงสภาพคล่องและสถานการณ์หนี้ในยุโรปได้ดี หากแนวโน้มส่วนต่าง LIBOR/OIS ยังปรับตัวขึ้นต่อ สินทรัพย์เสี่ยงยังคงลดลงได้ แต่หากส่วนต่างลดลงจะเป็นสัญญาณถึงความคลายกังวลหนี้ในยุโรปและสินทรัพย์เสี่ยงตลอดจนไปถึงหุ้นจะกลับมาปรับขึ้นอีกครั้ง

ทางด้านการไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติ นับตั้งแต่ต้นปีนี้ กลับมามียอดขายสุทธิแล้ว จนถึงวันพุธที่ 25 พ.ค. อยู่ที่ 17,763 ล้านบาท ซึ่งหากนับยอดสุทธิสะสมเริ่มตั้งแต่ปี 2552 พบว่ายังคงมียอดซื้อสุทธิเหลืออยู่อีกเพียง 20,470 ล้านบาท และหากนักลงทุนต่างชาติยังคงขายต่อเนื่องวันละ 4,0005,000 ล้านบาท ก็จะใช้เวลาขายเพียง 45 วันเท่านั้น ทำให้ในระยะสั้นคาดว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจะเริ่มชะลอตัวลงบ้างหากสถานการณ์หนี้ในยุโรปไม่รุนแรง

ส่วนแนวโน้มทางด้านเศรษฐกิจ แม้ว่า GDP ไตรมาสแรกจะรายงานออกมาดีมาก ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 12% YoY แต่ส่วนใหญ่เกิดจากฐานที่ต่ำ ทำให้ความต่อเนื่องการเติบโตในไตรมาสถัดไปยังไม่ชัดเจน ประกอบกับภาวะการเมืองที่รุนแรง และส่งผลต่อความเชื่อมั่น และกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ฐานของ GDP ในไตรมาส 2 และ 3 ของปีฐานอยู่ในระดับสูงกว่าไตรมาสแรก ทำให้โดยรวมแล้วทางนักเศรษฐศาสตร์ KGI ประเมินว่า GDP ไตรมาสแรกจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปี ก่อนปรับตัวลดลงเหลือ 23% ในไตรมาส 2 และ 3 ส่วนในไตรมาส 4 แทบไม่เติบโตเลย

ปัจจัยทางด้านการเมือง คาดว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะเป็นลักษณะลงใต้ดินมากขึ้น ซึ่งอาจจะยากต่อการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ระยะนี้การเมืองยังเป็นตัวกดดันให้นักลงทุนต่างชาติยังไม่กลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนกว่านี้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปของการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว หรือการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เราแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ซื้อเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น ซึ่งก็คือ “การประกาศแผนในการอัดฉีดสภาพคล่องที่ชัดเจน หรือมีความช่วยเหลือใหม่ๆ เพิ่มเติม” เชื่อว่าหุ้นจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ ส่วนกลยุทธ์ตั้งรับทยอยซื้อเมื่ออ่อนตัวก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีสายป่านยาวพอ และเชื่อว่าในที่สุดตลาดหุ้นไทยจะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างช้ามากในช่วงปลายปี โดยแนวรับหลักในระยะสั้นอยู่ที่ 715 และ 700690 จุด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน