
เท็ดดี้ฯฟันธงตลาดรถหรูครึ่งปีหลังยังดี
เท็ดดี้ ออโต้เซลส์ เผยกำลังซื้อรถหรูครึ่งปีหลังยังดี มาตรการรัฐมีผลการตัดสินใจซื้อแค่ระยะสั้น
เท็ดดี้ ออโต้เซลส์ เผยกำลังซื้อรถหรูครึ่งปีหลังยังดี มาตรการรัฐมีผลการตัดสินใจซื้อแค่ระยะสั้น
นายชูเกียรติ ศรีทองเสถียร ประธานบริหาร บริษัท เทดดี้ ออโต้เซลส์ ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 500 คัน เทียบเท่ากับปีก่อน โดยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองในไทย ไม่มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดรถยนต์นำเข้า เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
สำหรับครึ่งปีแรกมียอดขายไปแล้ว 200 คัน และมองว่าครึ่งปีหลังยังมีโอกาสเติบโตจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดในรุ่น “โตโยต้า แฮริเออร์” ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค จึงเป็นรถรุ่นสำคัญในการทำตลาดธุรกิจนำเข้ารถยนต์ปีนี้
ทั้งนี้ ปี 2557 บริษัทได้ปรับสัดส่วนนำเข้ารถยนต์ระหว่างรถยนต์ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น และรถยนต์ที่นำเข้าจากยุโรป เป็น 80% ต่อ 20% จากปีที่ผ่านมา 60% ต่อ 40% เนื่องจากค่าเงินแถบยุโรปแข็งค่าขึ้นเทียบเงินบาท ทำให้ราคานำเข้าแพงขึ้น จึงมุ่งเน้นนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นมากกว่า
ขณะที่มาตรการความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพการนำเข้ารถยนต์นำเข้าของสำนักมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (สมอ.) และการที่กรมสรรพากรตรวจสอบแหล่งที่มาของผู้ครอบครองรถยนต์มูลค่าเกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป ในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่มองว่าจะมีผลเพียงระยะสั้น 23 เดือนเท่านั้น
“กำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้หายไปไหนอย่างแน่นอน เพียงแต่บรรยากาศการซื้อไม่เอื้ออำนวย เพราะความยุ่งยากของขั้นตอนต่างๆ จากมาตรการของภาครัฐ แต่หลังจากนี้การซื้อจะกลับมาเป็นปกติอย่างแน่นอน” นายชูเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัทได้เปิดศูนย์จำหน่ายและบริการ (โชว์รูม) ซึ่งเป็นสาขาที่ 4 ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 200 ล้านบาท บนถนนบางนาตราด เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยคาดว่าจะสามารถขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นได้จากเดิมที่มีฐานลูกค้าทั้งหมด 2,000 ราย และเพิ่มปริมาณพื้นที่บริการหลังการขาย (ช่องซ่อม) เป็น 20 ช่องซ่อม ให้สามารถรองรับรถได้ 100 คัน/วัน ในทั้ง 4 สาขาของบริษัท
นายชูเกียรติ กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมงบทำตลาดสำหรับปีนี้ไว้ทั้งหมด 10 ล้านบาท โดยจะใช้สำหรับการจัดกิจกรรมและรายการส่งเสริมการจำหน่าย เพื่อกระตุ้นตลาดและทำยอดขายให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้







