
วิธีจัดการอาหารไม่ปลอดภัย
ใครที่เดินซื้อสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือบรรดาห้างค้าปลีกชื่อดังเป็นประจำ คงจะเคยสังเกต
ใครที่เดินซื้อสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือบรรดาห้างค้าปลีกชื่อดังเป็นประจำ คงจะเคยสังเกตเห็นโปรโมชั่นเชิญชวนให้ซื้อสินค้าต่างๆ นานา โดยเฉพาะโปรโมชั่นจำพวก “ซื้อ 1 แถม 1” หรือ “ซื้อ 2 ชิ้นถูกกว่า” ซึ่งโปรโมชั่นเหล่านี้ถือเป็นกลยุทธ์กระตุ้นการขายที่ใช้ได้ดีนักแล แต่ก็เคยเกิดปัญหาจากโปรโมชั่นซื้อถูก เมื่อผู้บริโภคท่านหนึ่งเคยพบกับเหตุการณ์สินค้าที่ซื้อมาแบบ 1 แถม 1 นั้น เป็นสินค้าที่หมดอายุแล้ว
เรื่องนี้ผู้บริโภคต้องอย่าคิดเป็นว่าความซวย หรือโชคไม่ดี เพราะความผิดพลาดแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นบนชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ควรมีการตรวจสอบคุณภาพของอาหารอย่างเข้มงวด เพราะอาหารที่ด้อยคุณภาพไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค
การจัดการกับปัญหานี้ ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า แม้ผลิตภัณฑ์อาหารจะมีการแสดงฉลากของอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 194 พ.ศ. 2543 ครบถ้วน แต่การนำมาจำหน่ายหลังวันหมดอายุไปแล้ว ทำให้อาหารเข้าลักษณะไม่ปลอดภัยในการบริโภค
ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 25 (4) ของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ได้ มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามสิทธิของผู้บริโภคโดยตรงและผู้ประกอบการเองก็ได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ศูนย์จึงได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาเจรจา เพื่อพิจารณาเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค
ขั้นตอนในการแก้ปัญหาเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับอาหารไม่ปลอดภัยผู้บริโภคต้องเก็บอาหารที่ไม่ปลอดภัยนั้นไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งถ่ายภาพอาหารนั้นเก็บไว้ และเก็บใบเสร็จเมื่อตอนที่ซื้อไว้ยืนยันกับห้างร้านผู้ประกอบการ จากนั้นให้โทรแจ้งปัญหาไปยังร้านค้าหรือผู้ผลิตอาหารที่พบปัญหา หากมีการนัดเจรจาเพื่อตกลงเรื่องการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากผู้ประกอบการควรมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนของรัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นคนกลางและทำหน้าที่พยานในการเจรจาด้วย เพื่อการเจรจานั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง
หากการเจรจาไม่เป็นผลผู้ประกอบการไม่แสดงความรับผิดชอบ ขั้นตอนต่อไปให้ผู้บริโภคทำหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการบริษัท พร้อมส่งให้กับหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนอย่าง สคบ. หรือมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อดำเนินงานตามขั้นตอนต่อไป หากท้ายที่สุดยังไม่ได้ข้อยุติ ก็ต้องพึ่งกลไกทางกฎหมายด้วยการฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาล โดยใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคเป็นตัวช่วย







