
ต้องทบทวน
ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์อนุมัติเงินแจกคูปองเพื่อแลกอุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิทัล ในราคา 690 บาท ให้กับประชาชนรวม 22.9 ล้านครัวเรือน
การเคาะราคาดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ และสั่งให้ทบทวนนโยบายการแจกคูปอง ซึ่งเดิมกำหนดราคาที่ 1,000-1,200 บาท ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นราคาที่สูงเกินไป และให้ กสทช.ไปดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ จ.เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น ผลการทำประชาพิจารณ์สรุปราคากล่องที่ 1,000 บาท
แต่ กสทช.กลับเคาะราคาคูปองที่ 690 บาท และให้สามารถแลกซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณ (เซตท็อปบ็อกซ์) หรือกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล แบบ DVBT2 เท่านั้น และเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีเครื่องรับสัญญาณ ทีวีดิจิทัลในตัว ไม่สามารถแลกรับกล่องรับสัญญาณดาวเทียม หรือเคเบิลทีวีได้ เพราะจะขัดต่อกฎหมายที่ให้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิทัล
ประกอบกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือท้วงว่าราคากลางของกล่องขาดแหล่งที่มาในการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้ อาจสุ่มเสี่ยงต่อการผิดพลาด กระทบการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลที่อาจนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศด้านอื่นได้มาก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคากล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่ขายในตลาด มีราคาตั้งแต่ 1,200 บาท ปัญหา คือ ผู้บริโภคจะต้องควักเงินเพิ่มสำหรับการซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลครั้งนี้อีกไม่ต่ำกว่า 500 บาท/ครัวเรือน โดยที่ยังไม่เห็นว่า กสทช.จะเตรียมแผนรองรับสำหรับการจัดหาอุปกรณ์ตามราคาที่กำหนดออกมาได้อย่างไร เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เข้าถึงข้อมูลน้อยอย่างประชาชนในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล และการจัดสรรคูปองให้กับ 22.9 ล้านครัวเรือน ยังมีคำถามในขั้นตอนการปฏิบัติมากมายที่ยังไม่ได้คำตอบ
นอกจากนี้ การแจกคูปองจะสอดรับกับการขยายโครงข่ายการรับชมทีวีดิจิทัล ซึ่งกำหนดจะแจกคูปองใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ จ.เชียงใหม่ สงขลา และนครราชสีมา ซึ่งกระบวนการขยายโครงข่าย เพื่อเข้าถึงการรับชมทีวีดิจิทัลขณะนี้ยังมีปัญหา เพราะผู้ประกอบการ ไม่สามารถขยายโครงข่ายได้ตามที่ กสทช.กำหนด เดิมจะขยายโครงการทีวีดิจิทัล 50% ภายในเดือน มิ.ย.นี้ แต่กลับเลื่อนออกไปเป็นปลายปี
ดังนั้น ไม่เฉพาะประชาชนทั่วไปที่จะได้รับผลกระทบต่อการเข้าถึง ทีวีดิจิทัล ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ประมูลทีวีดิจิทัลไปด้วยวงเงินมหาศาล แต่ยังไม่สามารถหารายได้จากค่าโฆษณาได้ตามเป้าหมาย
การดำเนินงานของ กสทช. นอกจากจะไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายแล้ว ยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตามที่ประกาศไว้ ซ้ำร้ายยังเปลี่ยนนโยบายไปมา โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องอีกด้วย ถึงเวลาที่ กสทช.จะต้องทบทวนการทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในอนาคต







