
คนซื้อไม่สนสีแบรนด์แกร่งขายได้
สินค้าการเมืองถูกจับตามองว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนในประเทศ เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
สินค้าการเมืองถูกจับตามองว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนในประเทศ เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด
สินค้าการเมืองถูกจับตามองว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนในประเทศ เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งส่งผลให้กลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามประท้วงด้วยการไม่ซื้อ จนถึงขั้นเผาทำลาย เช่น การเผาซิมโทรศัพท์ของเอไอเอส
จนกระทั่งมาถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จึงเกิดคำถามขึ้นว่า จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกครั้งหรือไม่
จากการสำรวจของ “โพสต์ ทูเดย์” พบว่า สินค้าที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง เรียกได้ว่าไม่มีผล เนื่องจากผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าจากความไว้วางใจ มากกว่าการมองว่าเป็นสินค้าของกลุ่มทุนใด
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มักถูกเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองมาโดยตลอด ในฐานะที่ตระกูลชินวัตรเป็นหุ้นใหญ่ จนทำให้ต้องรีแบรนด์ครั้งใหญ่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อหลีกกระแสความขัดแย้งทางการเมือง
สำหรับวิกฤตการเมืองรอบนี้ ดูเหมือน เอสซี เอสเสท จะโดนหนักกว่าทุกคราว เมื่อเป็นหนึ่งในบริษัทตระกูลชินวัตรที่ถูกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งห้ามทำธุรกรรมการเงิน แต่ผู้บริหารเอสซี แอสเสท ยังยืนยันหนักแน่นว่า ธุรกิจแยกจากการเมืองอย่างชัดเจน
“ลูกค้าที่ซื้อ เลือกมาตั้งแต่ตัดสินใจซื้อแล้ว ทำให้การโอนยังปกติ ส่วนยอดขายก็เป็นไปตามภาวะปกติที่ตลาดรวมชะลอตัว แต่ตอนนี้ก็กลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ” ร.อ.กรี เดชชัย ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ บริษัท เอสซี แอสเสท กล่าว
หากดูจากสัปดาห์ที่แย่ที่สุด คือระหว่างที่มีการชุมนุม บริษัทยังมียอดขาย 72 ล้านบาท จากยอดขายเฉลี่ย 120 ล้านบาทต่อสัปดาห์ และคาดว่าสัปดาห์นี้ยอดขายน่าจะกลับมาที่ 100 ล้านบาท และถึงสิ้นไตรมาส 2 จะเป็นไปตามเป้า
ด้านบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ชี้แจงว่า ปัญหาทางการเมืองไม่มีผลกระทบให้ลูกค้าเอไอเอสยกเลิกไปใช้ระบบอื่น ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้าเข้าใจและแยกแยะได้ โดยอัตราการบอกเลิกใช้บริการยังอยู่ที่ 2% ของผู้ใช้บริการของบริษัทกว่า 26 ล้านเบอร์ ซึ่งเอไอเอสยังตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าที่ 50% ของฐานลูกค้าใหม่ทั้งหมดปีนี้ที่คาดไว้ 4-5 ล้านราย
แต่สำหรับนายสมหวัง อัสราษี ประธานบริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า “มิซูชิต้า” และเป็นหนึ่งในผู้ที่ขึ้นเวทีชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า ธุรกิจของมิซูชิต้าได้รับผลกระทบจากการที่ ศอฉ.อายัดบัญชี ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้ จึงไม่มีเงินจ่ายให้กับซัพพลายเออร์ รวมถึงเงินเดือนพนักงานกว่า 100 คน
นายสมหวัง ยืนยันว่า ได้ถอนหุ้นออกจากบริษัทตั้งแต่ 4 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้รุ่นลูกและภรรยาเป็นผู้บริหาร และไม่เคยคิดจะเล่นการเมือง แต่ที่เข้าร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงเพราะไม่เห็นด้วยกับระบบที่ไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน และไม่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง
“ผมไม่ได้สู้เพื่อคุณทักษิณ หรือรับเงินคุณทักษิณมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แม้แต่คุยด้วยยังไม่เคย” นายสมหวัง กล่าว
สำหรับธุรกิจโดยรวมของมิซูชิต้ามียอดลดลง 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่ส่งผลกระทบถึงการส่งออก ทำให้ต้องลดสัดส่วนส่งออกลงจาก 70% เหลือ 30% ขณะที่ตลาดในประเทศก็ประสบปัญหากำลังซื้อผู้บริโภคลดลง
ด้านร้านคาเฟ่ สเตลล่า ที่หนึ่งในผู้ถือหุ้นคือ น.ส.ธารนที กฤตบุญญาลัย บุตรสาวของ นางดารุณี กฤตบุญญาลัย หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง พนักงานคนหนึ่งในร้านยืนยันว่า ร้านยังเปิดบริการ มีทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการตามปกติ โดยลูกค้าจะเข้ามาใช้บริการในร้านมากที่สุดในช่วงค่ำ
อย่างไรก็ตาม หากมีการว่ากล่าว หรือสอบถาม ทางพนักงานจะอธิบายให้ทราบว่า ทางร้านมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน และ น.ส.ธารนที เป็นเพียงผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเท่านั้น
ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า งานนี้สีไม่เกี่ยว เพราะคุณภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจสินค้ายังเป็นหัวใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน







