posttoday
ราคาน้ำมันกลไกตลาดจะดีได้อย่างไร (1)?

ราคาน้ำมันกลไกตลาดจะดีได้อย่างไร (1)?

23 กรกฎาคม 2557

การบริหารเศรษฐกิจอาจแบ่งได้เป็น 2 ระบบใหญ่ คือ วางแผนส่วนกลาง (Central Planning) ที่ใช้ในประเทศคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมกับระบบเสรีนิยมกลไกตลาด (Market Mechanism)

การบริหารเศรษฐกิจอาจแบ่งได้เป็น 2 ระบบใหญ่ คือ วางแผนส่วนกลาง (Central Planning) ที่ใช้ในประเทศคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมกับระบบเสรีนิยมกลไกตลาด (Market Mechanism)

ระบบวางแผนส่วนกลางได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่ประชาชนเท่ากับโลกเสรี ทำให้หลายๆ ประเทศเปลี่ยนมาใช้กลไกตลาด เพราะมีประสิทธิภาพและ แรงจูงใจให้เติบโตในทุกภาคส่วน

ขณะเดียวกัน ระบบเสรีนิยมก็มักมีการกำกับดูแลและแทรกแซงจากรัฐเสมอมา เพื่อให้สังคมสงบสุขโดยเฉพาะในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ด้อยโอกาสและการลดความเหลื่อมล้ำ แต่องคาพยพทางเศรษฐกิจยังคงขับเคลื่อนด้วยระบบทุน

โครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทยเป็นแบบกึ่งกลไกตลาด แต่มีการปลุกกระแสประชานิยมชาตินิยมที่เรียกร้อง “ทวงคืนพลังงานไทย” ให้ราคาน้ำมันถูกๆ ประเด็นโต้แย้งแรกคือ ทำไมไม่เหมือนมาเลเซีย?

ก่อนอื่นต้องรับรู้ความจริงว่า ราคาเนื้อน้ำมันนั้นใกล้เคียงกันทุกประเทศ เพราะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายข้าม พรมแดนได้ เหมือนอย่างราคาทองในเมืองไทยก็อิงตลาดโลก ซึ่งคนไทยเข้าใจและยอมรับ

ในขณะที่เบนซินไทยมีการเก็บภาษีสรรพสามิต (ให้รัฐ) และเงินกองทุน (ให้ผู้ใช้ LPG) ไม่ได้เข้ากระเป๋าบริษัทน้ำมัน แต่ของมาเลเซียกลับตรงกันข้าม คือรัฐจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อให้น้ำมันราคาถูกลง

ถ้าอยากจะให้น้ำมันราคาถูกอย่างประเทศมาเลเซีย หากรัฐบาลไหน “กล้า” พอ ก็ทำได้! มาเลเซียเป็นผู้ส่งออกสุทธิปิโตรเลียมรายใหญ่ที่จัดสรรงบอุดหนุนราคาน้ำมันหลายแสนล้านบาท/ปี (ทว่ากำลังลด เพราะเห็นว่าไม่คุ้มและห่วงการรั่วไหลที่จะเพิ่มขึ้นจาก AEC) แต่ไทยเราจะเอาเงินมาจากไหน? ตัดงบประมาณอะไร? รักษาฟรี เรียนฟรี ลดชลประทาน ลดสร้าง/ซ่อมถนน? แล้วคนที่ถูกกระทบกับเจ้าของรถยนต์ผู้ใช้น้ำมันใครยากจนกว่ากัน? หรือจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้น? เพิ่ม VAT? แล้วจะกระทบความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทยไหม?

ข้อเรียกร้องนี้เป็นการลดราคาให้ต่ำกว่าปัจจุบัน ซึ่งก็มีการอุดหนุนราคาปิโตรเลียมบางอย่างอยู่แล้ว เช่น ช่วงปี 2551-2557 (1) การตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทำให้รัฐขาดรายได้จากภาษีสรรพสามิต 3.3 แสนล้านบาท (2) การตรึงราคาขายปลีก LPG ทำให้ผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์จ่ายแพงขึ้น 2 แสนล้านบาท เข้ากองทุนน้ำมันฯ (3) ยังไม่นับส่วนที่ภาคเอกชนแบกรับภาระในการตรึงราคาขายส่ง LPG และการตรึง NGV รวมประมาณ 3.5 แสนล้านบาท

การใช้กลไกตลาดในโครงสร้างราคาน้ำมันจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพใน 4 มิติ ขั้นแรกคือ ประสิทธิภาพในการผลิต

ต่อข้อเรียกร้องว่าเราผลิตน้ำมันได้ในประเทศไทย ทำไมกำหนดราคาถูกๆ เองไม่ได้? คงต้องถามกลับว่า ถ้าคุณขุดทองได้หลังบ้าน คุณจะขายในราคาเท่าใด? จะยอมขายต่ำกว่าราคาตลาดหรือ?

น้ำมันดิบก็เช่นเดียวกัน ที่ไปถามหาต้นทุนบริษัทสำรวจ ขุดเจาะแล้วจะให้เขาขายในราคา Cost+ นั้น ถ้าหากสูงกว่าราคาตลาดเขาจะชื่นชอบ เพราะเป็นการคุ้มครองผู้ผลิต! แต่ถ้าหากต่ำกว่าแล้วเขาจะต้องปล่อยให้ส่วนต่างไปอยู่ที่พ่อค้าคนกลางเขาก็ไม่ขายให้คุณ ถ้าจะบังคับขายก็ไม่มีใครเขามาลงทุน โดยเฉพาะการสำรวจผลิตปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมาก ถ้าไม่ขาดทุนยับเขาย่อมต้องการกำไรให้คุ้มเสี่ยง (High Risk, High Return) ทั้งนี้ เราผลิตได้น้อยต้องนำเข้า 85% ของที่ใช้ทั้งหมด

น้ำมันใสที่ผลิตจากโรงกลั่นก็เช่นเดียวกัน การใช้ราคาตลาดเป็นการควบคุมไม่ให้ผู้ผลิตในประเทศได้กำไรเกินควร ถ้าเขามีประสิทธิภาพต่ำก็จะขายไม่ได้ ซึ่งในอดีตบางโรงกลั่น ในบางช่วงก็ติดลบ จะมีแรงจูงใจให้ปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มกำไร ถ้าเป็นระบบ Cost+ ก็ไม่ต้องดิ้นรน

บางคนที่ยอมรับราคาตลาดสิงคโปร์สำหรับน้ำมันใสยัง โต้แย้งโครงสร้างราคา ณ โรงกลั่นแบบเสมือนนำเข้า (Import Parity) ที่มีการบวก Premium ว่าเป็น “ต้นทุนเทียม” แต่ในความจริง...

lค่าปรับคุณภาพเป็น Euro4 (50 สต./ลิตร) เกิดขึ้นจริง และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค! โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่เสี่ยงต่อมลพิษบนท้องถนนมากกว่าผู้มีรายได้สูง

lค่าสำรองน้ำมัน (14 สต./ลิตร) 6% ของยอดขาย ซึ่งไม่มีในสิงคโปร์ แต่โรงกลั่นไทยรับภาระตามกฎหมายเพิ่มจากสำรองเชิงพาณิชย์

lค่าขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจะต้องขนผ่านสิงคโปร์เข้ามาโรงกลั่นไทย ฉะนั้นค่าระวางและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมเกิดขึ้นจริง หากโรงกลั่นจะอ้างอิงค่าขนส่งน้ำมันใส (38 สต./ลิตร) ซึ่งสูงกว่าก็มีเหตุผลในการปกป้องกำลังกลั่นในระยะยาว

จึงเป็นเรื่องของการแข่งขันในตลาดที่มีกำลังกลั่นโดยรวมสูงกว่าการใช้ในประเทศ ซึ่งควรจะดึงราคาลงมาได้ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค รัฐควรปรับโครงสร้างตลาดให้มีการแข่งขันมากขึ้น เช่น ให้ ปตท.ขายหุ้นในบางโรงกลั่นออกไป ส่งเสริมผู้ค้าปลีกรายใหม่ๆ หรือแม้แต่ลดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำเข้า เพื่อเปิดให้แข่งขันจากภายนอกมากขึ้น

โอกาสหน้าจะเขียนถึงประสิทธิภาพของกลไกตลาดในมิติอื่นๆ ได้แก่ การใช้ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจและในการสร้างความเป็นธรรม

การอิงราคาสิงคโปร์ช่วยผลักดันประสิทธิภาพการผลิต เพราะโรงกลั่นไทยต้องแข่งขันกับแหล่งที่ต้นทุนต่ำกว่า ด้วยโรงกลั่นสิงคโปร์มีขนาดใหญ่กว่ามาก และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างท่าเรือและพิธีศุลกากรก็เหนือกว่า

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน