
การเมืองกระทบคำสั่งซื้อทั้งในและนอกท่องเที่ยวโดนหนักสุด
การเมืองกระทบธุรกิจไทยส่งผลให้ยอดขาย คำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ และการขยายการลงทุนลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด
การเมืองกระทบธุรกิจไทยส่งผลให้ยอดขาย คำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ และการขยายการลงทุนลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด
นางยาใจ ชูวิชา ประธานคณะจัดทำการสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจไทย หลังเหตุการณ์จลาจล ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 400 ตัวอย่างทั่วประเทศ วันที่ 21-25 พ.ค.2553 พบว่า ผู้ประกอบการเห็นว่าผลกระทบที่ได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ ได้แก่ ยอดขาย ลดลง 22.8% ต้นทุนเพิ่มขึ้น 1.9% ยอดคำสั่งซื้อในประเทศ ลดลง 18.6% ยอดรับคำสั่งซื้อต่างประเทศ ลดลง 10.19% และการขยายการลงทุน ลดลง 18.6%
ทั้งนี้ หากแยกเฉพาะกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม พบว่า ยอดขายลดลงถึง 75.5% ต้นทุน เพิ่มขึ้น 8.8% การจ้างงานลดลง 80% สภาพคล่องทางธุรกิจลดลง 62.1% ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง 55% การขยายการลงทุน ลดลง 43.3% โดยแยกเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ลดลง 74% และนักท่องเที่ยวไทย ลดลง 78.3% มียอดการจองโรงแรม ทัวร์ลดลง 81% และการยกเลิกการจองที่พักและทัวร์เพิ่มขึ้น 11%
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวน 62.9% ยังคงดำเนินการผลิตและบริการเป็นปกติ ไม่เปลี่ยนแปลง ดำเนินการเพิ่มขึ้น 11.2% และลดลง 25.9% โดยส่วนใหญ่มองว่าจะใช้เวลา 4-6 เดือน หรือใช้เวลาฟื้นตัวถึงต้นปี 2554 ในการกลับมาดำเนินการเป็นปกติอีกครั้งหลังจากมีเหตุการณ์จลาจล
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการจำนวน 45% มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.1-4% และ19.2% เชื่อว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4.1-5% เนื่องจากมีผู้ประกอบการคิดว่าธุรกิจของตนเองจะกลับมาสู่ภาวะปกติจำนวน 39.5% และดีขึ้นถึงดีมาก 49.5 % ประกอบกับผู้ประกอบการ 43.3% มองว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหลังจากการจลาจลกลับสู่ภาวะปกติจึงส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลควรเร่งดำเนินการหลังจากจลาจล ได้แก่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว บูรณะซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลาย สร้างความสามัคคีคนในชาติ ดำเนินการกับผู้กระทำผิด และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
ส่วนมาตรากรเพื่อช่วยเหลือให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปและแข่งขันได้ คือ กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ลดหย่อนภาษีให้กับภาคธุรกิจที่ได้รับบผลกรระทบ โดยเฉพาะผู้ที่อยุ่ในเขตชุมชน ช่วนเหลือด้านการเงินแก่ผุ้ที่ได้รับผลกระทบ ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว และหาพื้นที่ในการทำธุรกิจชั่วคราว
ขณะที่มาตรการทั่วไปที่รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว ได้แก่ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมและฟื้นฟูการท่องเที่ยว เร่งใช้จ่ายเงินภาครัฐ และดูแลราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับสูง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าสถานการณ์ในการทำธุรกิจจะแย่ลงมากภายใน 3 เดือนแรกหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ในระยะยาวผู้ประกอบการมองว่าทั้งเศรษฐกิจและธุรกิจส่วนตัวจะปรับตัวดีขึ้น โดยดูได้จากการใช้กำลังการผลิตที่ยังไม่ลดลง







