
สถาบันปิโตรเลียมหนุนเปิดสัมปทานรอบใหม่
สถาบันปิโตรเลียมหนุนเปิดสัมปทานรอบใหม่ แนะเร่งสรุปแนวทางการต่อสัมปทานที่จะหมดอายุ หลังปริมาณสำรองก๊าซฯที่พิสูจน์แล้วเหลือไม่เกิน 6 ปี
สถาบันปิโตรเลียมหนุนเปิดสัมปทานรอบใหม่ แนะเร่งสรุปแนวทางการต่อสัมปทานที่จะหมดอายุ หลังปริมาณสำรองก๊าซฯที่พิสูจน์แล้วเหลือไม่เกิน 6 ปี
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ครั้งที่ 21 ยังมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยยังต้องเดินตามกรอบของกฏหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือการเปิดประมูลสัมปทานภายใต้เงื่อนไขของ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2532 หรือ Thailand III เนื่องจากให้ผลประโยชน์ตอบแทนรัฐสูงถึง 70-72 %ของกำไร
นอกจากนี้ยังต้องหาข้อสรุปแนวทางของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งใหญ่ที่จะหมดอายุในปี 2565 คือ สัปมทานสัญญาของ บริษัท เชพรอน สำรวจและผลิต และ สัมปทาน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมหรือ ปตท.สผ. โดยอย่างน้อยจะต้องหาสรุปให้ได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ก่อนที่จะสัมปทานจะหมดล่วงหน้า 5 ปี หรือประมาณปี2560 จะต้องได้คำตอบที่ชัดเจน ดังนั้นตอนนี้จะเหลือเวลาไม่เกิน 2ปีครึ่ง แม้จะยังมีเวลาอยู่ แต่ก็ต้องให้เวลากับผู้รับสัมปทานรายเดิมในการเตรียมตัวเพราะหากไม่ต่อสัมปทานก็ต้องให้เวลาในเรื่องของการรื้อถอน ในขณะที่หากมีการต่อสัญญาด้วยผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ทางผู้ลงทุนก็ต้องรับทราบข้อมูลก่อนหน้าล่วงหน้าด้วย
อย่างไรก็ตามไทยจำเป็นต้องเร่งหาปริมาณสำรองปิโตรเลียมไว้ในประเทศ เนื่องจากมีปริมาณความต้องการใช้ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติเริ่มทยอยลดลงในอนาคต ซึ่งปริมาณสำรองก๊าซฯธรรมชาติที่มีอยู่แยกเป็น 2 ประเภท คือ ปริมาณสำรองก๊าซฯที่พิสูจน์แล้ว มีอยู่ 8-9 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟุต) เมื่อเทียบกับการใช้ที่เกิดขึ้นเฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 1.2-1.3 ล้านล้านลบ.ฟุต ดังนั้นปริมาณสำรองก๊าซฯจะมีเหลือใช้อีก 6 ปี
2. ปริมาณสำรองก๊าซฯที่ยังไม่ได้พิสูจน์ มีปริมาณอยู่ที่ 8-9 ล้านล้านลบ.ฟุต ซึ่งโดยเฉลี่ยหากประเมินจากปริมาณสำรองจาก2 ประเภท ไทยยังมีปริมาณก๊าซฯที่ใช้ได้ไม่เกิน 10 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ก๊าซฯที่เกิดขึ้นด้วย โดยขณะนี้การใช้ก๊าซฯลี่ยอยู่ที่วันละ 3,000 ล้านลบ.ฟุต ซึ่งในอนาคตมีโอกาสที่จะเพิ่มสูงขึ้น
“การเปิดสัมปทานรอบใหม่ถ้าเดินตามสายกลางคือกฏหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีกฏหมายเก่าหรืกฏหมายเก่า ซึ่งการเปิดประมูลถือว่ารัฐได้ผลตอบแทนสูงสุด การดำเนินการใดๆไม่ควรจะล่าช้า แม้ว่าแหล่งสัปมทานที่เตรียมเปิดจะไม่ใช่แหล่งใหญ่ๆเหมือนในอดีต แต่ก็เป็นการสะสมแหล่งสำรองไว้ใช้ในอนาคต"นายศิริ กล่าว







