
ยุทธศาสตร์ดีแทคอัด1.3 หมื่นล้าน 3 ปี
จากเป้าหมายของดีแทค หรือ โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ที่มุ่งสู่ภารกิจ Make it Possible ที่ให้แต่ละฝ่ายทำภารกิจให้เป็นจริงขึ้นมาได้ 4 เรื่อง
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
จากเป้าหมายของดีแทค หรือ โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ที่มุ่งสู่ภารกิจ Make it Possible ที่ให้แต่ละฝ่ายทำภารกิจให้เป็นจริงขึ้นมาได้ 4 เรื่อง ได้แก่ ความเร็ว (Fast) การเชื่อมต่อ (Connect) การดูแล (Care) และความสนุกสนาน (Fun) สิ่งสำคัญที่จะได้มาอันดับแรก คือ การขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมมากที่สุดในพื้นที่ยุทธศาสตร์เป้าหมาย
ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานปฏิบัติการโครงข่ายบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า การจะได้มาซึ่งเป้าหมายดังกล่าว จะมุ่งเน้น 4 ด้าน คือ 1.การปูพรมสัญญาณทุกพื้นที่ใช้งานในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ซึ่งจะเป็นพันธกิจแรกที่ให้ความสำคัญ 2.โครงข่ายพร้อมต่อเนื่องสำหรับดาต้าที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยการจัดการรองรับพื้นที่การใช้งานดาต้าที่มีความต้องการไม่มีจุดสิ้นสุด 3.การขยายโครงข่ายสำหรับเมืองเติบโต และรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และ 4.โครงข่ายไลฟ์สไตล์เพื่อรองรับการท่องเที่ยว สนับสนุนการเติบโตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
สิ่งสำคัญของการไปสู่เป้าหมายทั้งหมดที่กล่าวมา คือ การขยายโครงข่ายให้สามารถรองรับความต้องการใช้ของลูกค้า ดังนั้นนับตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้า ดีแทคจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.3 หมื่นล้าน/ปี ในการลงทุนด้านโครงข่าย หรือปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ต้น แต่มีการปรับแผนงานโดยเน้นโฟกัสในกทม.และปริมณฑลก่อน โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุมภายในสิ้นปีนี้ และจากนั้นจะขยายไปยังจังหวัด 10 หัวเมืองหลัก และ 20 จังหวัดถัดไป
ปัจจุบันดีแทคมีเสาโครงข่ายรวม 1.2 หมื่นต้น เป็นสัญญาณรับระบบ 3จี ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และเริ่มปรับเป็นคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ หรือระบบ 3จี แล้ว 5,000 ต้น เน้น กทม.และหัวเมืองใหญ่ และปีนี้ได้ขยายเพิ่มอีก 500 ต้น สำหรับเสาขนาดใหญ่ และอีก 250 ต้น สำหรับไมโครเซล หรือกล่องรับสัญญาณขนาดเล็ก และเหมาะสำหรับพื้นที่มุมอับ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ค่ายมือถือต้องทำนับจากนี้ คือ การจูงใจให้ลูกค้าย้ายจากระบบ 2จี เป็น 3จี ให้เร็วที่สุด เนื่องจากปัจจุบันคนใน กทม.เปลี่ยนมาใช้ระบบ 3จี เพียง 20-30% แต่เชื่อว่าจากราคาเครื่องสมาร์ทโฟนที่ถูกลงและโปรโมชั่นที่ทุกค่ายออกมาจะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้ 3จี มากขึ้น และจากนั้นจะเริ่มขยายไปยังจังหวัดหลักต่อไป
“ภาพรวมลูกค้าของดีแทคกว่า 28 ล้านคน เปลี่ยนมาใช้ระบบไตรเน็ตแล้ว 19 ล้านคน และในจำนวนนี้ 3040% ยังเป็นลูกค้าในระบบ 3จี ดังนั้นเป้าหมายของดีแทคในปีนี้ คือ การลงทุนขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมจำนวนประชากรใน กทม.และปริมณฑลได้ทั้งหมด จากปัจจุบันครอบคลุมแล้ว 85% และสิ่งที่เรายืนยัน คือ แม้จะหมดสัมปทาน 850 เมกะเฮิรตซ์ ในอีก 4 ปี แต่ดีแทคยังคงเดินหน้าลงทุนในระบบนี้อย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ ในด้านประสิทธิภาพของโครงข่าย ซึ่งดีแทค ไตรเน็ต มีแบนด์วิธสูงจะทำให้ได้เปรียบในด้านคุณภาพสู่การให้บริการ โดยจากข้อมูลรายงานวิเคราะห์โดย เจ.พี. มอร์แกน ระบุว่า ถ้าผู้ให้บริการอันดับ 1 หรือ เอไอเอสให้บริการบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ จากการใช้งานในขณะนั้นจะต้องรองรับโหลดคนใช้งานถึง 830 เลขหมายต่อ 1 สถานีฐาน ต่อช่วงคลื่น 5 เมกะเฮิรตซ์ ในขณะที่โครงข่ายดีแทค ไตรเน็ต รับโหลดเพียง 66 เลขหมาย ส่วนผู้ให้บริการที่เหลือต้องรองรับโหลด 90 เลขหมาย ต่อการใช้งานในช่วงเวลาหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าดีแทคยังมีศักยภาพรองรับการใช้งานได้อีกมาก
ปัญญา กล่าวว่า เพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ดีแทค ไตรเน็ต ได้ตั้งภารกิจดรีมเน็ตเวิร์กขึ้น ด้วยการรวบรวมพนักงานดรีมทีมกว่า 30 คน พร้อมประจำการเพื่อรับข้อร้องเรียนต่างๆ รวมไปถึงการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหา เพื่อตอบโจทย์บริการที่รวดเร็วและประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า โดยให้พนักงานดีแทคทุกคนร่วมในปฏิบัติการสำคัญครั้งนี้ด้วย “เสียง” ของพนักงานทุกคน ในการรายงานปัญหาการใช้งานทั้งด้านการโทร (Voice) และการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ หรือดาต้า นำร่องด้วยช่องทางพิเศษเว็บไซต์เฉพาะสำหรับพนักงาน ซึ่งสามารถเข้าใช้งานได้โดยผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
การขยายโครงข่ายของดีแทคจะมีเป้าหมายตามพันธกิจ นั่นคือ เฟสแรกครอบคลุม กทม.และปริมณฑล จากนั้นขยายไปยังหัวเมืองหลัก ต่อด้วยหัวเมืองรองและจังหวัดท่องเที่ยวแหล่งใหม่และชายแดน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
ขณะเดียวกัน จากผลประกอบการของดีแทคไตรมาส 2 ที่ออกมาต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เป็นผลมาจากเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง รวมถึงการทำแคมเปญลดแลกแจกแถมเครื่องใหม่ของค่ายมือถือ ดังนั้นสิ่งที่ดีแทคจะทำนับจากนี้ไป คือ การเร่งขยายโครงข่ายและดึงคนเข้ามาใช้งานมากขึ้น รวมทั้งดึงคนจากระบบพรีเพดให้ใช้งานดาต้ามากขึ้น โดยเฉพาะระดับรากหญ้าที่ยังมีโอกาสอีกมาก
ต้องจับตาก้าวเดินของดีแทคนับจากนี้ในฐานะเบอร์สองที่ต้องดิ้นรนรักษาสถานะและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาให้ได้มากที่สุด







