posttoday
กองทุนริเริ่มเชียงใหม่อีกก้าวที่น่าจับตาของอาเซียน

กองทุนริเริ่มเชียงใหม่อีกก้าวที่น่าจับตาของอาเซียน

18 กรกฎาคม 2557

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่มีแผนการปรับปรุง “ความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี” (Chiang Mai Initiative Multilateralisation Agreement : CMIM) หรือกลไกความร่วมมือทางการเงินหลักของภูมิภาค 10 ประเทศอาเซียนบวก 3 คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อเสริมสภาพคล่องระหว่างสมาชิกกรณีประสบปัญหาทางการเงิน เมื่อ 2 ปีก่อน ในที่สุดกลุ่มอาเซียนบวก 3 ก็สามารถประกาศให้ความตกลงฉบับปรับปรุงดังกล่าว มีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 ก.ค.

ภายใต้รายละเอียดของ CMIM ฉบับปรับปรุงที่มีการลงนามระหว่าง รมว.คลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 รวมถึงธนาคารกลางฮ่องกง มีสาระสำคัญประกอบด้วย

1.เพิ่มขนาดวงเงินจาก 1.2 แสนล้านเหรียญ

สหรัฐ (ราว 38.4 ล้านล้านบาท) เป็น 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 77 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นในระดับที่จะสามารถช่วยกู้วิกฤตได้จริง เนื่องจากวงเงินเดิมมีจำนวนน้อยเกินไป โดยเฉพาะหากเทียบกับวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย ปี 2540–2541ซึ่งมีการขอกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เกือบแสนล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ จีนและญี่ปุ่นเป็นผู้สมทบทุนมากที่สุดในสัดส่วน 32% หรือฝ่ายละ 7.68 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เกาหลีใต้ 16% (3.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) โดยส่วนที่เหลืออีก 20% มาจากอาเซียน

2.เพิ่มจำนวนเงินที่สมาชิกจะได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่ต้องเชื่อมโยงกับความช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟ โดยเพิ่มจาก 20% เป็น 30% ของจำนวนเงินสูงสุดที่แต่ละชาติจะขอรับได้จาก CMIM

3.กลไกดังกล่าวจะช่วยเหลือทางการเงินเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤต เพิ่มจากเดิมที่สมาชิกจะได้รับความช่วยเหลือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้วเท่านั้น ทำให้ชาติ สมาชิกสามารถขอความช่วยเหลือได้เลยหากประสบปัญหาดุลการชำระเงิน หรือขาดสภาพคล่องระยะสั้น

วัตถุประสงค์หลักของ CMIM คือมีขึ้นเพื่อเป็นกลไกให้ความช่วยเหลือระหว่างกันของชาติสมาชิกอาเซียนบวก 3 ในกรณีที่สมาชิกประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นความช่วยเหลือที่เสริมเพิ่มเติมจากช่องทางของไอเอ็มเอฟ ที่จะส่งผลดีต่อทั้งประเทศไทยและภูมิภาค โดยจะสร้างความมั่นใจว่าสมาชิกจะมีวงเงินเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงก่อนการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลุกลาม เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2540–2541

ทั้งนี้ หลังจากที่ประสบวิกฤตการณ์ดังกล่าวเป็นต้นมา กลุ่มอาเซียนบวก 3 ได้เริ่มพัฒนาความริเริ่มเชียงใหม่ขึ้นเพื่อเป็นเกราะทางการเงินในภูมิภาค โดยมีการสร้างเครือข่ายความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นระหว่างกัน แต่ข้อตกลงสวอปนั้นยังเป็นเพียงความยินยอมทั้งสองฝ่ายที่จะให้กู้ยืมเงินกัน ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับให้ลงเงินจริงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น และยังต้องใช้ระยะเวลา จึงนำไปสู่การขยายสู่กรอบพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพขึ้น และให้สามารถขอความช่วยเหลือได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตขึ้นด้วย

กลไล CMIM ที่มีขึ้นตามมาเพียง 1 วัน หลังจากที่ 5 ประเทศกลุ่มบริคส์ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) เพิ่งประกาศตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ขึ้นในวงเงิน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีแผนที่จะตั้งกลไกความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉินในรูปแบบเดียวกับ CMIM ภายในกลุ่มบริคส์ขึ้นอีกด้วยนั้น ยังนับเป็นความร่วมมือทางการเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่โลกจับตามองว่า แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ก็อาจผงาดขึ้นพอทาบรัศมีกองทุนจากโลกตะวันตกได้ ในอนาคตอีกไม่นานนี้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน