
รายย่อยส่ออ่วมภัยพิบัติสุด
เหตุไร้แผนป้องกันกระทบซัพพลายเชนกูรูผู้ดีจี้ภาครัฐเร่งเข็นแผนหนุนเพิ่ม
เหตุไร้แผนป้องกันกระทบซัพพลายเชนกูรูผู้ดีจี้ภาครัฐเร่งเข็นแผนหนุนเพิ่ม
เตือนภัยเอสเอ็มอีเสี่ยงอ่วมภัยพิบัติหนักสุด เหตุไร้แผนรับมือ จี้รัฐเข็นแผนหนุนเพิ่ม
คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของอังกฤษ เปิดเผยรายงานเตือนบรรดาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศว่า มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงไม่มีการวางแผนรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อธุรกิจจากภัยพิบัติต่างๆ ที่เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
“บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่มีความพร้อมรับมือกับเหตุภัยพิบัติมากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจากส่วนใหญ่ได้จัดทำรายงานประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรเป็นสำคัญ” รายงาน “การจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจและเศรษฐกิจ” ระบุ
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งออกมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจเพิ่มเติม เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจสามารถวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะเหตุอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะหากธุรกิจเหล่านั้นต้องพึ่งพาซัพพลายเชนจากประเทศที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติสูง โดยรายงานพบว่าสัดส่วนของแรงงานที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงต่อเหตุอุทกภัยในอังกฤษนั้น มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นสองเท่าภายในปี 2050 จากผลกระทบของภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทีเดียว
ในประเด็นนี้ รายงานได้เสนอแนะให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมของอังกฤษเร่งจัดทำรายงานประเมินความทนทานของธุรกิจและให้คำแนะนำแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตให้สามารถหาแนวทางป้องกันผลกระทบดังกล่าวอีกด้วย
รายงานดังกล่าว นับเป็นการส่งสัญญาณถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการดำเนินกิจการที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กควรคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นในขณะนี้ที่พายุไต้ฝุ่นรามสูรพัดถล่มฟิลิปปินส์ ทำให้ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง ไฟฟ้าดับ และทำให้ตลาดหุ้นต้องปิดการซื้อขายชั่วคราว







