
คอนโดครึ่งปีหลังตั้งท่ารอรัฐบาลใหม่
ตลาดคอนโดมิเนียมในครึ่งปีหลัง หลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเมินกันว่า มีสัญญาณที่คึกคัก ทั้งในเชิงอุปทานใหม่ที่มีแนวโน้มจะทะลักเข้าสู่ตลาด เพราะเลื่อนการเปิดตัวโครงการมาตั้งแต่ต้นปี และความต้องการซื้อที่อั้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเช่นกัน
ตลาดคอนโดมิเนียมในครึ่งปีหลัง หลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเมินกันว่า มีสัญญาณที่คึกคัก ทั้งในเชิงอุปทานใหม่ที่มีแนวโน้มจะทะลักเข้าสู่ตลาด เพราะเลื่อนการเปิดตัวโครงการมาตั้งแต่ต้นปี และความต้องการซื้อที่อั้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเช่นกัน
อุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า จากการทำสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทในเครือแสนสิริ พบว่า อุปทานห้องชุดใหม่เข้าสู่ตลาดครึ่งปีแรกมีประมาณ 3 หมื่นยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 24%
ขณะที่อัตราการขายครึ่งปีแรก โดยรวมอุปทานห้องชุดที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วจนถึงครึ่งปีแรกที่มีจำนวน 7 หมื่นยูนิต มียอดขายอยู่ที่ 2.7 หมื่นยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 30% หรือความต้องการซื้อหายจากตลาดไปประมาณ 1 หมื่นยูนิต ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่กำลังซื้อดังกล่าวจะกลับเข้าสู่ตลาดครึ่งปีหลัง และจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อในตลาดครึ่งปีหลัง ขยับขึ้นมาเป็น 45 หมื่นยูนิต จากอัตราการขายปกติอยู่ที่ประมาณ 34 หมื่นยูนิต
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะมีความต้องการที่ชะลอตัวมานาน แต่ประเด็นทางการเมืองยังน่าจับตามอง โดยเฉพาะหากยังไม่มีรัฐบาลใหม่ ความเชื่อมั่นก็ยังไม่ฟื้นกลับมาอย่างแท้จริง โดยเวลานี้ยังมองภาพไม่ชัด เพราะการที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ทำให้ยากจะประเมินว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังที่แท้จริงเป็นอย่างไร และหากมีรัฐบาลแล้วก็ต้องดูว่าเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายหรือไม่ และจะมีเสียงคัดค้านหรือกลุ่มคนที่จะออกมาต่อต้านหรือไม่
“หากทุกอย่างสงบ ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจและตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวกลับมาอย่างแท้จริง” อุทัย กล่าว
ด้านการลงทุนของภาคเอกชน ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ เชื่อว่ายังคงลงทุนต่อเนื่อง แต่มีความระมัดระวัง สะท้อนได้จากการซื้อที่ดินใหม่ แต่ละรายใช้วิธีล็อกที่ดินที่สนใจไว้ แต่ยังไม่ลงเงินในการซื้ออย่างเป็นทางการ เพราะต้องการรอประเมินสถานการณ์ เนื่องจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ล้วนมีผลทำให้คอนโดมิเนียมใหม่ๆ มีราคาขายที่สูงขึ้น ซึ่งหากเศรษฐกิจยังไม่ดี กำลังซื้อผู้บริโภคยังชะลอ การเปิดโครงการใหม่ในเวลานี้ถือเป็นความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม หลายค่ายต่างเตรียมพร้อมโครงการต่างๆ ไว้อยู่แล้ว ทั้งการปรับหน้าดินรอ ทั้งการยื่นขออีไอเอ รวมถึงขออนุญาตก่อสร้างต่างๆ หากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวก็พร้อมเปิดตัว แต่หากสถานการณ์ไม่ดี ก็ลดความเสี่ยงด้วยการยังไม่เปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย
เช่นเดียวกับค่ายแสนสิริ อุทัย กล่าวว่า แผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ในปีนี้มีทั้งหมด 9 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท เปิดตัวไปแล้ว 1 โครงการ นิกซ์ วงเวียนใหญ่ มูลค่า 3,000 โครงการ ส่วนอีก 2 โครงการที่เดิมวางแผนไว้ว่าจะเปิดตัวครึ่งปีแรก ก็เลื่อนมาเปิดในช่วงครึ่งปีหลังแทน และอย่างที่กล่าวแล้วว่า หากสถานการณ์ไม่ดีก็พร้อมที่จะไม่เปิดโครงการ
นอกจากนี้ ยังได้ปรับกลยุทธ์การทำตลาดกลุ่มคอนโดมิเนียมใหม่ด้วยการเพิ่มดาวน์โครงการคอนโดมิเนียมระดับกลางล่าง เช่น กลุ่มดีคอนโด กลุ่มเดอะ เบส จากเดิมเฉลี่ยเงินดาวน์ 910% ของราคาขายเป็น 15% เพื่อลดความเสี่ยงในการทิ้งดาวน์ ซึ่งเป็นผลจากก่อนหน้านี้ที่ค่ายแสนสิริโหมทำตลาดให้กลุ่มคอนโดมิเนียมระดับกลางล่าง ด้วยการออกแคมเปญดาวน์ต่ำ 999 บาท/เดือน ซึ่งคอนโดมิเนียมล็อตนี้แล้วเสร็จในปีนี้หลายโครงการ และเริ่มทยอยโอนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่กลับพบว่ากลุ่มโครงการดาวน์ต่ำมีบางส่วนทิ้งดาวน์
ด้าน พนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมครึ่งปีหลังมีสัญญาณเป็นบวกมาก โดยประเมินว่าผู้ประกอบการจะกลับมาเร่งเปิดตัวโครงการใหม่ๆ มากขึ้น หลังจากที่ครึ่งปีแรกส่วนใหญ่ชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ เพราะความวุ่นวายทางการเมือง รวมถึงบรรยากาศการซื้อที่ดิน ก็มีกระแสว่ารายใหญ่เริ่มกลับมาซื้อที่ดินอีกครั้ง
ตลาดคอนโดมิเนียมในครึ่งปีหลังจะกลับมาร้อนแรงได้อีกครั้ง ภายใต้การแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้นเช่นกัน







