
กางข้อเสนอ สอท. ยกเอสเอ็มอีวาระแห่งชาติ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
การประชุมนัดแรกของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) (เฉพาะกิจ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้ยกให้การส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เป็นวาระแห่งชาตินั้น เป็นที่น่าสนใจว่าแผนการส่งเสริมจะเป็นอย่างไร โดย คสช. ได้สั่งให้สำนักงาน สสว. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็อยู่ระหว่างจัดทำแผนร่วมกัน คาดว่าจะเห็นรูปร่างเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางที่เป็นข้อเสนอจากเอกชนนั้น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เสนอแผน ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ต่อที่ประชุม สสว. เฉพาะกิจครั้งล่าสุด ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ สสว.และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำไปพิจารณาการจัดทำแผนส่งเสริมชุดใหญ่ด้วย
“ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล” รองประธาน ส.อ.ท.และประธานกรรมการบริหารสถาบัน SMI เปิดเผยว่า แผนดังกล่าวได้กำหนดกรอบทิศทางในการส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็น 3 ระยะ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้ผลักดันการส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ทั้งในกลุ่มที่เป็นรายใหม่ รายที่กำลังเติบโต รวมถึงกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ
“สถาบัน SMI ได้ทำการสรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือโรดแมป การพัฒนาเอสเอ็มอี โดยให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาตินั้น เป็นข้อเสนอแรกในแผนระยะสั้นที่ ส.อ.ท.ได้นำเสนอแนะต่อประธาน คสช. รวมถึงการเสนอให้ย้ายสำนักงาน สสว.จากกระทรวงอุตสาหกรรมมาสังกัดภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะสามารถบูรณาการการส่งเสริมเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และประธาน คสช.ได้ให้การตอบรับเป็นอย่างดี” ศักดิ์ชัย กล่าว
รองประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า เมื่อเทียบกับหลายประเทศซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีรายได้สูงจะนอกจากนี้ พบว่าแนวทางการพัฒนาเอสเอ็มอีมีอยู่หลายจุดที่ต้องแก้ไข โดยสถิติทั่วโลกพบว่าประเทศที่จะเป็นกลุ่มรายได้สูงนั้น เอสเอ็มอีจะต้องมีสัดส่วนในระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นจำนวน 50% ของจีดีพีขึ้นไป ซึ่งหมายถึงแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศจะมีสัดส่วนในจีดีพี 50% ด้วย ขณะที่รายได้ของเอสเอ็มอีไทยยังอยู่ที่ 37% ของจีดีพี ลดลงจากอดีตที่เคยอยู่ถึง 42% และการจัดทำแผนส่งเสริมของสถาบัน SMI ครั้งนี้ คือการผลักดันให้รายได้ของเอสเอ็มอีไทยขึ้นไปอยู่ที่ 50% ของจีดีพี
ในส่วนการให้ความสำคัญทางนโยบายนั้น ประเทศไทยผูกติดกับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) เทียบกับนโยบายของประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างก็ตระหนักว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของเอสเอ็มอี ทั่วประเทศในการเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่
ขณะที่ประเทศในอาเซียนอย่างมาเลเซียได้ประกาศวิสัยทัศน์ 2020 ซึ่งจะผลักดันให้ประเทศมีรายได้สูงภายในปี 2020 โดยมีเครื่องมือหลักคือนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอี ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างทั่วถึงของเอสเอ็มอี แต่ประเทศไทยนั้น จากข้อมูลของสำนักเลขาธิการอาเซียน ซึ่งได้ทำการวิจัยสถานะของเอสเอ็มอีและนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีใน 10 ประเทศสมาชิกได้ระบุว่า ประเทศไทยด้อยกว่ามาเลเซียในทุกๆ ด้าน โดยมีระดับเท่ากับอินโดนีเซีย และมีเวียดนามตามหลังไทยมาไม่ห่างมากนัก
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาลงในรายละเอียดแล้วพบว่าไทยยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างอีก คือ จากเอสเอ็มอี ที่มีอยู่ 2.76 ล้านราย แยกเป็นรายเล็ก 2.76 ล้านราย ขนาดกลาง 13,247 ราย โดยเอสเอ็มอีทั้งหมดมีการจ้างงานคิดเป็น 80% ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ 7,349 รายมีการจ้างงานอยู่ 20% ของการจ้างงานทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม จากรายงานของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งได้ร่วมมือกับ สสว.จัดทำเอกสารประเมินการส่งเสริมเอสเอ็มอีในไทย พบว่าไทยขาดการส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างบูรณาการและพัฒนาอย่างไร้ทิศทาง แผนแม่บทที่จัดทำโดย สสว.ก็ไม่มีหน่วยงานรัฐอื่นปฏิบัติตาม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ลงมาขับเคลื่อนเองเหมือนดังเช่นผู้นำสหรัฐ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย
มีปัญหาการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ซ้ำซ้อน ประสบวิกฤต คือมีวิสาหกิจขนาดกลางไม่ถึง 0.5% ของเอสเอ็มอีทั้งหมดเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่จะมีอยู่ 5-10% หรือที่เรียกว่า “The Missing Middle” (Missing M) ซึ่งโดยปกติธุรกิจขนาดกลางจะเป็นกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่ม มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ประเทศ หากมีจำนวนกลุ่มนี้น้อยประเทศย่อมมีวิกฤตเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ ส.อ.ท.เสนอต่อ คสช.แบ่งเป็นระยะสั้นใน 6 เดือน1 ปี เช่น นั้น เสนอกว่า ควรเร่งปรับปรุงโครงการสร้างการส่งเสริม เพื่อให้มีการบูรณาการการส่งเสริม SMEs ในทุกภาคส่วน แให้ทุกหน่วยราชการเร่งขับเคลื่อนพร้อมกันอย่างมีเป้าหมายชัดเจนไปในทิศทางเดียวกัน ย้ายหน่วยงานกลางในการส่งเสริม คือ สสว. จากภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมมาอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เหมือนที่ครั้งหนึ่งบีโอไอเคยอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนจีดีพีของเอสเอ็มอี ให้กลับคืนสู่ระดับ 42 % และเข้าสู่ 50 % ภายในปี 2573
กำหนดให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ และจัดสรรงบประมาณของประเทศในการส่งเสริม SMEs อย่างบูรณาการ และมีการกำหนดกรอบงบประมาณส่งเสริมเอสเอ็มอี แยกออกมาจากงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน และก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่น การเพิ่มบทบาท บสย. จัดทำนโยบายดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 4% เท่ามาเลเซีย และเกาหลีใต้ระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี และรควรมีการจัดทำ SME KPI โดยให้ทุกหน่วยงานต้องมีการขับเคลื่อนภารกิจด้าน เอสเอ็มอีมีเคพีไอ และเป้าหมายเพื่อวัดผลอย่างชัดเจน มีการรายงานผลรายไตรมาศต่อคณะกรรมการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งโดยจัดตั้งศูนย์บริการอาเซียนเอสเอ็มอีในไทยเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจและการจับคู่ธุรกิจในภูมิภาค สุดท้าย ะยะยาว ภายใน 45 ปี ต้องเร่งส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่ขาดหายไป เช่น ระบบเครดิตเรตติ้งสำหรับเอสเอ็มอี นิคมฯเอสเอ็มอี เป็นต้น แต่กองทุนส่งเสริมการขยายธุรกิจเอสเอ็มอีในต่างประเทศ
ดังกล่าวคือข้อเสนอจากฟากของเอกชนซึ่งเป็นผู้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีได้ชัดเจน จะได้รับการสนองจาก คสช.มากน้อยเพียงใด คงต้องรอติดตามแผนใหญ่ที่ สสว.และ สศช.กำลังร่างอีกครั้ง







