
'ไทยพาณิชย์" ยันควบกิจการกระจุกอุปโภคบริโภค
สุทธิพัฒน์ เสรีรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส สายวาณิชธนกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
สุทธิพัฒน์ เสรีรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส สายวาณิชธนกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัทที่ครองส่วนแบ่งการตลาดด้านมูลค่างาน ที่ปรึกษาทางการเงินในการควบรวมกิจการ (M&A) สูงสุดในระบบ ได้ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ถึงแนวโน้มงานควบรวมกิจการในปีนี้ว่า SCB มีงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเกิน 10 ธุรกรรม ธุรกรรมละตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทถึงระดับไม่เกิน 1 แสนล้านบาท
สำหรับงานที่ปรึกษาการเงินซื้อขายกิจการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2557 ชะลอตัว จากความไม่สงบทางการเมือง แต่ยังมีธุรกรรมที่ SCB อยู่ในระหว่างขั้นตอนการทำงานหลายธุรกรรม ทั้งการซื้อขายควบรวมกิจการ การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (ไอพีโอ) ในกลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง สะท้อนจากจำนวนหุ้นไอพีโอกลุ่มนี้ที่มีแนวโน้มออกมาจำนวนมาก
ขณะที่ราคาหลังเข้าซื้อขาย อาทิ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI ) สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจรายอื่นในอุตสาหกรรมนี้ โดยมีความเกี่ยวเนื่องต่อการเข้าซื้อกิจการเพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนสร้างความเติบโตให้ได้ทันตามคาดหวังของผู้ลงทุนที่ให้กับราคามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น
สำหรับบุคลากรสายวาณิชธนกิจขณะนี้มีจำนวนประมาณ 40 คน จะมีวิธีการเลือกทำธุรกรรมของ SCB โดยพิจารณาจาก 4 ประเด็น
ประเด็นแรก ความน่าสนใจของธุรกรรม
ประเด็นที่สอง ขนาดต้องไม่เล็กเกินไป ประเด็นที่สาม รายได้ค่าธรรมเนียม
ประเด็นที่สี่ ความเป็นไปได้ในการปิดธุรกรรม
ขณะที่การมีพันธมิตรเปิดกว้างกับสถาบันการเงินต่างชาติไม่ได้ผูกติดกับรายได้ชัดเจน โดยพยายามจะเป็นพันธมิตรกับทุกราย โดยพิจารณาจากเงื่อนไขที่เหมาะสมกับการทำธุรกรรมในภาวการณ์ขณะนั้น ต้องคำนึงถึงว่าพันธมิตรที่เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าอย่างไร
SCB มีวิธีการทำธุรกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะเป็นของตัวเอง ส่วนข้อดีและเป็นกุญแจความสำเร็จในการทำธุรกรรมหลังย้ายสายงานมาที่ธนาคารคือไม่จำเป็นและกดดันต้องเร่งทำเพื่อให้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมนั้นเป็นหลัก ทำให้มีความยืดหยุ่น เพราะต้องการสร้างมูลค่าให้ลูกค้าจึงเน้นให้คำบริการปรึกษาที่คุณภาพและสร้างประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการ
ขณะที่สายวาณิชธนกิจยังเป็นช่องทางให้ธนาคารได้มีโอกาสขายข้ามผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของธนาคาร ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่า ขณะที่งานที่ปรึกษาการเงินซื้อขายกิจการของ SCB ที่ผ่านมามีโอกาสประสบความสำเร็จเกิน 80%
“ปีนี้มูลค่าธุรกรรมงานที่ปรึกษาการเงิน M&A ที่ทำอยู่บอกยากว่าจะปิดได้มากเท่าปีที่แล้วหรือไม่ (2.5 แสนล้านบาท) เพราะบางธุรกรรมใช้เวลาทำนาน บางธุรกรรมทำได้เร็ว ตอนนี้งานในมือที่ทำถ้ารวมมูลค่างานบริษัททั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ด้วยก็มีโอกาสจะถึงเท่าปีที่แล้ว ธุรกรรมระดับหลายหมื่นล้านบาทมีคุยอยู่ตลอด”
ตรัยรักษ์ เต็งไตรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวาณิชธนกิจและตลาดตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า ในระยะ 23 ปีนี้ จะเริ่มเห็นแนวโน้มกองทุนขนาดใหญ่ เช่น กองทุนของลอมบาร์ด ขายสินทรัพย์หรือกิจการที่ได้เข้าไปซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ในสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรป เนื่องจากปกติกองทุนเหล่านี้จะถือสินทรัพย์ไว้ประมาณ 810 ปี และส่วนใหญ่ก็มักจะขายออกมาก่อน ซึ่งก็เป็นโอกาสที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพทั้งในประเทศไทยหรือต่างประเทศจะมองหาเพื่อติดต่อเจรจาซื้อกิจการ เพื่อให้บริษัทมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด
สำหรับครึ่งหลังของปีนี้ ในประเทศไทยก็ยังจะเห็นการซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทยจะไปซื้อบริษัทในต่างประเทศ หรือในต่างประเทศจะมาซื้อบริษัทในไทยก็ตาม ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง







