
การันตีเปิดเสรีบริการดีแน่
พณ.คิดรอบด้านแอบผูกเงื่อนไขให้คนไทยสภาผู้ส่งออกฯแนะตรวจสอบตุกติกใช้สิทธิ
พณ.คิดรอบด้านแอบผูกเงื่อนไขให้คนไทยสภาผู้ส่งออกฯแนะตรวจสอบตุกติกใช้สิทธิ
“พาณิชย์” ยันเปิดเสรีบริการชุดใหญ่ไม่กระทบธุรกิจไทย แย้มผูกเงื่อนไขให้คนไทยทำงาน
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การเปิดเสรีภาคธุรกิจบริการชุดที่ 9 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการลงนามในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ระหว่างวันที่ 2426 ส.ค. ที่พม่านั้น เป็นสาขาอาชีพบริการ 25 สาขา ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศของไทย เนื่องจากเป็นสาขาที่เอกชนไทยไม่ได้ประกอบธุรกิจและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนก็สามารถเข้ามาลงทุนได้ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อยู่แล้ว และเป็นสาขาที่เปิดได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับการเปิดเสรีบริการตั้งแต่ชุดที่ 19 ไทยได้มีการเปิดเสรีบริการตามกรอบอาเซียนรวมเป็น 104 สาขา จากทั้งหมด 128 สาขา โดยสาขาที่เหลืออีก 24 สาขา จะมีการเปิดเสรีในสิ้นปี 2558
นายสมเกียรติ กล่าวว่า การเปิดเสรีกรอบบริการอาเซียนไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจที่เปิดจะต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาถือหุ้นได้สัดส่วน 70%บางสาขาก็กำหนดให้ต่ำกว่านั้น แต่เฉลี่ยแล้วอาเซียนจะเปิดให้ถือหุ้นในสัดส่วน 6070% และแม้ว่าจะมีการเปิดเสรีภาคบริการไปแล้ว แต่ไทยก็ได้มีการกำหนดเงื่อนไขให้ธุรกิจที่อาเซียนเข้ามาลงทุนจะต้องมีผู้บริหารเป็นคนไทย ที่ดินจะต้องเป็นชื่อของคนไทย ห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน ก็เป็นมาตรการป้องกันอีกทางหนึ่ง แต่ในอนาคตอาจต้องผ่อนปรน
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การเปิดเสรีภาคบริการกับประเทศอาเซียนเพิ่มเติมเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะมีการแข่งขันมากขึ้น ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะจะมีการบริการที่มีคุณภาพและมีราคาที่ดีได้มาเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้น เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญในด้านธุรกิจบริการ เช่น สิงคโปร์ เข้ามาแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยจึงควรเข้าไปเชื่อมโยงกับการลงทุนที่จะเกิดขึ้น และจะต้องดูเรื่องบริษัทนอกอาเซียนที่เข้ามาลงทุนในอาเซียน และใช้สิทธิความเป็นอาเซียนมาลงทุนในไทย ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่ากังวล เพราะจะมาทั้งเงิน เทคโนโลยี และวิชาการที่ดี ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันยากขึ้น







