
มีทางอื่นนอกจากลดสิทธิประโยชน์ทางภาษี RMF และ LTF หรือไม่
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้นำข้อมูลกรมสรรพากรปี 2554 มาพูดคุยกับพวกเรา พบว่าคนไทยมีประมาณ 66 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบ 38 ล้านคน แต่มีผู้ที่มายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับกรมสรรพากร (ภ.ง.ด.90,91) เพียง 11.7 ล้านคน แต่ในบรรดาคนที่มายื่นแบบ 11.7 ล้านคนนั้น มีผู้ที่เสียภาษีจริงๆ แค่ 2 ล้านคน เพราะประมาณ 9 ล้านคน ที่เข้ามายื่นภาษีฯ อยู่ในระบบแล้ว เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เหลือเงินได้สุทธิไม่ถึง 1.5 แสนบาท/ปี จึงหลุดออกไปอยู่นอกฐานภาษีโดยปริยาย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้นำข้อมูลกรมสรรพากรปี 2554 มาพูดคุยกับพวกเรา พบว่าคนไทยมีประมาณ 66 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบ 38 ล้านคน แต่มีผู้ที่มายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับกรมสรรพากร (ภ.ง.ด.90,91) เพียง 11.7 ล้านคน แต่ในบรรดาคนที่มายื่นแบบ 11.7 ล้านคนนั้น มีผู้ที่เสียภาษีจริงๆ แค่ 2 ล้านคน เพราะประมาณ 9 ล้านคน ที่เข้ามายื่นภาษีฯ อยู่ในระบบแล้ว เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เหลือเงินได้สุทธิไม่ถึง 1.5 แสนบาท/ปี จึงหลุดออกไปอยู่นอกฐานภาษีโดยปริยาย
และในกลุ่มผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 ล้านคนนั้น มีผู้ที่เสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37% ของรายได้สุทธิ อยู่ประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งจ่ายภาษีคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บได้ อย่างในปีงบประมาณ 2554 กรมสรรพากรเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 236,339 ล้านบาท ซึ่งมีผู้มีรายได้สูงประมาณ 3 หมื่นคนนี้ จ่ายภาษีประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เฉลี่ยจ่ายภาษีคนละ 4 ล้านบาท/ปี ส่วนผู้เสียภาษีที่เหลืออีกประมาณเกือบ 2 ล้านคน จ่ายภาษีได้ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวจ่ายภาษีคนละประมาณ 6 หมื่นบาท/ปี
สรุปง่ายๆ คือ คน 2 ล้านคน จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลี้ยงคน 65 ล้านคน เพียงตัวเลขนี้ก็มองถึงความไม่ยุติธรรมแล้ว ถามว่าในเมื่อการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ทำไมคน 2 ล้านคน กลับต้องรับภาระทำหน้าที่ช่วยชาติหนักขนาดนี้ แต่หากมองการแก้ปัญหาภาษีของกรมสรรพากรเมื่อทุกครั้งที่รัฐบาลต้องการรายได้มากขึ้น กรมสรรพากรก็มักจะใช้วิธีง่ายๆ เช่น การขึ้นภาษีบาป การลดค่าลดหย่อน ฯลฯ ก็คือการรีดเลือดจากปู รีดเงินจากคนดีที่เสียภาษีอย่างถูกต้องมากขึ้น ง่ายและสะดวกมากจริงๆ ซึ่งใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่
จริงๆ แล้วปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี จากข้อมูลผลการศึกษาของธนาคารโลกปี 2551 ระบุว่า ประเทศไทยควรจะเก็บภาษีได้ 21.35% ของจีดีพี แต่ปรากฏว่าเก็บได้จริงเพียงแค่ 16.20% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ พบว่าประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของไทยอยู่ในระดับต่ำมากแค่ 0.76% และถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.90% ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.08%
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 52.6% ของจีดีพี ดังนั้นหากกรมสรรพากรต้องการเก็บภาษีให้ได้มากขึ้น น่าจะตามพวกเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้มากขึ้น แม้จะยากก็ต้องทำ ผมเชื่อมั่นว่าหากกรมสรรพากรทำได้ จะได้เงินภาษีเข้ามามากกว่าการมาลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมายนัก แถมอาจจะทำให้อัตราภาษีของนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาปรับลดมากกว่านี้ได้อีก ดีกว่าแก้ไขปัญหาแบบง่ายๆ ที่ลงโทษคนดี แต่ปล่อยให้คนไม่ดีได้ประโยชน์ต่อไป
หรือบางกรณีที่ไม่ควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเลย อย่างเช่น โรงเรียนกวดวิชาทั้งหลายที่ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่ทำเป็นธุรกิจ หลายที่มีครูสอนจริงๆ แค่ครั้งเดียว นอกนั้นเป็นการเรียนจากเทป ทำให้เจ้าของโรงเรียนกวดวิชานอกจากได้รับรายได้ที่สูงมาก ลงทุนน้อยแล้ว แต่กลับได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นไม่จัดเก็บภาษีตามกฎหมาย
ตัวอย่างอีกประการหนึ่ง คือเรื่องคณะบุคคล ซึ่งก็ทราบกันดีแล้วว่าเป็นช่องทางหนึ่งของการวางแผนภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ใช้ช่องทางนี้ ก็เป็นพวกวิชาชีพอิสระ พวกนักร้อง นักแสดง ฯลฯ กรมสรรพากรก็ทราบดีอยู่แล้วเช่นกันว่า คนกลุ่มนี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงมาก ไม่มีเพดาน ถามว่าคนที่ใช้ช่องทางคณะบุคคลเดือดร้อนหรือไม่กับการลดสิทธิประโยชน์ LTF คนกลุ่มนี้ไม่เดือดร้อนเลย เพราะคณะบุคคลซื้อ LTF หรือประกันชีวิตไม่ได้อยู่แล้ว แต่กับพวกมนุษย์เงินเดือนไม่สามารถใช้ช่องทางคณะบุคคลนี่สิ ก็ยังคงต้องเป็นคนดีที่ไม่มีทางออกต่อไป ในรัฐบาลชุดก่อนเองก็เคยมีนโยบายปรับปรุงโครงสร้างภาษีของคณะบุคคล ซึ่งผมก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะให้การจัดเก็บภาษีมีความยุติธรรมมากขึ้น แต่ตอนนี้เรื่องนี้กลับเงียบหายไป
นอกจากนี้ โครงสร้างภาษีที่ยังไม่ยุติธรรม อย่างเช่น การที่กรมสรรพากรลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% มาอยู่ที่ 20% ทำให้อัตราภาษีเงินได้ที่แท้จริงของเจ้าของธุรกิจ เหลือ 28% แต่ลดอัตราภาษีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 37% มาอยู่ที่ 35% กับบุคคลธรรมดา กรณีนี้ก็จะทำให้บุคคลธรรมดาที่มีทางเลือก (ผู้ที่ไม่ได้มีเงินได้หลักมาจาก 40(1)) ก็มีแนวโน้มที่จะวางแผนภาษีโดยการจัดตั้งนิติบุคคลมากขึ้น เพราะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าไม่จำกัดเพดาน และฐานภาษีก็ต่ำกว่า เพราะไม่ว่ารายได้สุทธิจะเป็นเท่าไหร่ ก็เสียภาษีแค่ 20% ส่วนบุคคลธรรมดา ถ้าเงินได้สุทธิเกิน 1 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีสูงกว่า 20% แล้ว ความไม่ยุติธรรมนี้ก็จะเป็นช่องโหว่ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้น้อยลงอีก ซึ่งเรื่องนี้ผมดีใจมากที่ได้เห็นคณะนักวิชาการออกมาพูดว่าจะปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ให้มีความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







