
เครดิตสวิสยันลดหุ้นไทยหนีค้าปลีก-สื่อ
เครดิต สวิส ให้น้ำหนักหุ้นไทยน้อยกว่าอาเซียน ระวังกลุ่มบริโภค ชอบแบงก์ อสังหาฯ การแพทย์ สื่อสาร
เครดิต สวิส ให้น้ำหนักหุ้นไทยน้อยกว่าอาเซียน ระวังกลุ่มบริโภค ชอบแบงก์ อสังหาฯ การแพทย์ สื่อสาร
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เครดิต สวิส ออกบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยน้อยกว่าตลาดหุ้นอาเซียน โดยให้ระมัดระวังหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค
ทั้งนี้ แม้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะกลับคืนสู่ภาวะปกติจากระดับต่ำ แต่หนี้สินครัวเรือนยังสูงกว่าที่เคยเป็น รายได้ชาวนายังต่ำ การปฏิรูปพลังงานทำให้ราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของหุ้นค้าปลีกและสื่อสูงสุดในตลาดหุ้น จึงให้น้ำหนักหุ้นสองกลุ่มนี้น้อยกว่าตลาด
เครดิต สวิส ชอบหุ้นธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ การแพทย์ และสื่อสาร ที่ราคายังถูก
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นประมาณ 7.3% ในเดือน พ.ค.และ มิ.ย. เพราะเชื่อมั่นในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ไม่ใช่วงจรของการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ เครดิต สวิส กังวลเรื่องการบริโภคที่อาจลดลงเพราะกำลังซื้อของชาวนา เนื่องมาจากรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ราคาข้าวและราคายางคาดว่าจะลดลง และหนี้เกษตรกรคาดว่าจะสูง แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินค่ารับจำนำข้าวแต่เป็นค่าข้าวเดือน ก.ย. พ.ย. และ ธ.ค.ปีก่อน ไม่ใช่เดือน เม.ย.ปีนี้ จึงไม่ใช่การสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้น ในระยะกลางหนี้ครัวเรือนยังสูง โดยเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีก่อนและคงที่ในปีนี้
ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้หนี้ครัวเรือนทรงตัว การบริโภคแท้จริงลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้เนื่องจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลง
ขณะเดียวกัน เครดิต สวิส มีมุมมองที่ดีในระยะยาวต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จากการปฏิรูปราคาพลังงานที่ฉุดการบริโภคระยะสั้น และเร็วเกินไปที่จะบอกว่าราคาเชื้อเพลิงควรจะเป็นเท่าไร แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะต้องจ่ายภาษีดีเซลมากขึ้น หรือใช้เงินสนับสนุนแอลพีจีมากขึ้น ทั้งนี้การปฏิรูปเป็นโครงสร้างขั้นต่ำที่จะมีผลกระทบต่อการบริโภคเท่านั้น ดังนั้นจะต้องมีการใช้เงินสนับสนุนมากกว่านี้
การบริโภคมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหุ้นไทย เนื่องจากบริษัทจดทะเบียน ในธุรกิจต่างๆ มีส่วนเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
ด้านตลาดหุ้นโลกยังคงปรับตัวลง นำโดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงแรงถึง 117 จุด หลุดระดับสำคัญ 17,000 จุด เนื่องจากราคาหุ้นขึ้นมามากแล้ว และนักลงทุนกังวลเรื่องธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงเดินหน้าต่อเนื่องตามแรงซื้อหุ้นสื่อสารและพลังงาน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นปิดที่ระดับ 1,507.92 จุด บวก 0.34 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายปานกลาง 36,606.30 ล้านบาท
ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิถึง 1,938 ล้านบาท ส่วนรายย่อยทิ้งหนัก 1,323 ล้านบาท และสถาบันในประเทศขายด้วย 699 ล้านบาท







