
หวั่นนักลงทุนเผ่นหนีLTF
เหตุเข้าใจสับสนกลัวลงทุนไม่ได้ลดหย่อนมอร์นิ่งฯชี้ครึ่งปีแรกเงินออกไม่มาก
เหตุเข้าใจสับสนกลัวลงทุนไม่ได้ลดหย่อนมอร์นิ่งฯชี้ครึ่งปีแรกเงินออกไม่มาก
“มอร์นิ่งสตาร์” หวั่นนักลงทุนเข้าใจผิด กลัวไม่ได้สิทธิภาษี แห่เลิกซื้อ LTF ครึ่งปีแรกเงินไหลออกเล็กน้อย
นายพีร์ ยงวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากประมาณการเงินลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ พบว่ามีเงินไหลสุทธิออกรวม 1,792.74 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยกว่าครึ่งแรกของปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่านักลงทุนชะลอการขายหน่วยลงทุนเพื่อรอให้ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นก่อน
อย่างไรก็ตาม นายพีร์เป็นห่วงว่าประเด็นการต่ออายุสิทธิลดหย่อนภาษีของกองทุน LTF ที่จะครบกำหนดในปี 2559 อาจจะทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดและไม่ลงทุนต่อเนื่องในปีนี้ เพราะกังวลว่าจะไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ทั้งๆ ที่การต่ออายุมาตรการหรือไม่ก็ไม่มีผลต่อการลงทุนก่อนปี 2559
“ตอนนี้สิทธิลดหย่อนภาษีกองทุน LTF ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจนถึงปี 2559 แต่นักลงทุนบางส่วนอากังวลว่าจะลงทุนดีหรือไม่ เพราะจกลัวจะไม่ได้สิทธิลดหย่อน เพราะฉะนั้นต้องสื่อสารดีๆ” นายพีร์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายพีร์กล่าวอีกว่าการลงทุนใน LTF ช่วยสร้างวัฒนธรรมการลงทุนในกองทุนหุ้น โดยจะเห็นได้จากมีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิมาในกองทุนหุ้น 9 ไตรมาสติดต่อกัน ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2555
ขณะที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีเงินไหลเข้ามาลงทุนสุทธิ 9 ไตรมาสติดต่อกันนับแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2555 เช่นกัน โดยที่ครึ่งแรกปีนี้มีเงินไหลเข้า 1,764.56 ล้านบาท และเป็นครั้งแรกที่สัดสวน RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้นมีส่วนแบ่งสูงสุดที่ 37.42% มากกว่ากองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 35.92%
“นับเป็นสัญญาณที่ดีที่นักลงทุนเริ่มเห็นความสำคัญของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับการรับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการลงทุนของแต่ละคน” นายพีร์ กล่าว
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี กล่าวถึงกอง LTF ที่จะครบอายุในปี 2559 ว่า หากทางการไม่ต่อมาตรการภาษีคาดว่าจะมีแรงเทขาย LTF และไม่มีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าลงทุนในตลาดในปี 2560 ซึ่งจากเดิมแต่ละปีจะมีเม็ดเงินจาก LTF เข้าตลาดประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หากไม่มีภาษี ทำให้ตลาดหุ้นไม่มีเสถียรภาพ จึงอยากให้รัฐปรับรูปแบบการให้สิทธิภาษี เช่น กองทุนเพื่อการศึกษา เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นไทยและเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบัน ปัจจุบันมีสัดส่วน 510% ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบต่างประเทศที่มีสัดส่วน 30-60%







