
จีนไล่ฮุบย่อยเมืองเบียร์กินเรียบ ธุรกิจไร้ทายาท
พุทซ์ไมสเตอร์นับเป็นหนึ่งบริษัทด้านวิศวกรรมในเยอรมนีที่ดำเนินกิจการสืบทอดมาอย่างยาวนานผ่านรุ่นสู่รุ่น
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
พุทซ์ไมสเตอร์นับเป็นหนึ่งบริษัทด้านวิศวกรรมในเยอรมนีที่ดำเนินกิจการสืบทอดมาอย่างยาวนานผ่านรุ่นสู่รุ่น อย่างไรก็ตามเมื่อสองปีก่อนธุรกิจต้องเปลี่ยนมือจากเจ้าของชาวเยอรมันไปสู่มือของผู้ประกอบการชาวจีน เนื่องจากทางบริษัทไม่สามารถหาผู้สืบทอดได้
ในปัจจุบันไม่เฉพาะพุทซ์ไมสเตอร์เท่านั้นที่ตกอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติ ธุรกิจเอสเอ็มอีหลายแห่งในเยอรมนีกำลังถูกบริษัทต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเกือบทั้งหมดเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ที่พยายามเข้ามากว้านซื้อธุรกิจรายย่อยของผู้ที่ไม่สามารถหาทายาทสืบทอดได้
ล่าสุด ซานีบริษัทด้านอุตสาหกรรมหนักยักษ์ใหญ่จากจีนยอมทุ่มเงินกว่า 500 ล้านยูโร ในการกว้านซื้อกิจการบรรดาเอสเอ็มอีในเมืองเบียร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของจีนในยุโรปเลยทีเดียว
“กิจการด้านเทคโนโลยีที่มีปูมหลังที่ประสบความสำเร็จอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันไม่สามารถหาผู้สืบทอดกิจการได้กำลังเป็นที่หมายตาสำหรับนักลงทุนชาวจีน” ปีเตอร์ เองลิช จาก เอินส์ต แอนด์ ยัง กล่าว
ทั้งธุรกิจเอสเอ็มอีหรือที่ในภาษาเยอรมันเรียกว่า “มิทเทลสแตนด์” มักเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีเฉพาะด้านหรือธุรกิจด้านนวัตกรรม ซึ่งทั้งสองเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและเป็นพลังในการขับเคลื่อนภาคการส่งออกของเยอรมนีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี ธุรกิจเหล่านี้มีลักษณะเป็นธุรกิจครอบครัวซึ่งส่งไม้ต่อกันแบบรุ่นสู่รุ่น กลับทำให้ปัจจุบันธุรกิจรายย่อยเมืองเบียร์ส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนผู้สืบทอด เนื่องจากสภาพทัศนคติที่เปลี่ยนไป ทำให้คนรุ่นใหม่ชาวเยอรมันหันมารับช่วงต่อการดำเนินธุรกิจจากคนรุ่นก่อนกันน้อยลง
อาร์ทีส ฟอน ชลิป นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิทเทน และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจรายย่อย มองว่ากรณีดังกล่าวเกิดจากการที่คนรุ่นใหม่เกิดจากทัศนคติในการดำรงชีวิตที่แตกต่างออกไปนั่นเอง โดยคนรุ่นมีค่านิยมที่จะไม่เดินตามรอยเท้าของคนรุ่นก่อน
“พวกเขามีทัศนคติของการใช้ชีวิตที่ต่างออกไป พวกเขาต้องการสมดุลที่เปลี่ยนไป” ฟอน ชลิป กล่าว
นอกจากนี้ นักจิตวิทยารายนี้ยังเสริมอีกด้วยว่า การประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการมีเจ้าของธุรกิจที่มีความสามารถและทุ่มเทจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้วย ซึ่งคนรุ่นใหม่ส่วนมากมักไม่มี หรือไม่พ่อแม่ก็เชื่อว่าไม่มี
ด้าน เด็ทเลฟ คีส จากสถาบันวิจัยธุรกิจเอสเอ็มอีของมหาวิทยาลัยมันไฮม์ ประเมินไว้ว่า จำนวนธุรกิจเอสเอ็มอีที่ดำเนินการโดยครอบครัวนั้นปรับตัวลดลงทุกปี จากเดิมอยู่ที่ราว 7075% ในช่วงทศวรรษที่ 1990s ขณะนี้กลับเหลืออยู่ราว 50% เท่านั้น
กระนั้นก็ตาม สมาคมหอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมนี (ดีไอเอชเค) มองว่า กรณีจำนวนธุรกิจครอบครัวที่ลดลงนับเป็นผลสะท้อนจากสังคมผู้สูงอายุในเมืองเบียร์ที่กำลังก่อตัวขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจรายย่อยในเมืองเบียร์หลายแห่งก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นกัน โดยธุรกิจที่ก่อตั้งหลังช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนมือมาสู่คนรุ่นที่ 3 ขณะที่ธุรกิจในบริเวณอดีตเยอรมนีตะวันออกที่ก่อตั้งหลังช่วงการล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ ก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนมือจากพ่อไปสู่การดูแลของคนรุ่นลูกเช่นกัน
กรณีการขาดแคลนผู้สืบทอดของธุรกิจรายย่อยในเยอรมนีนับเป็นการเปิดให้ธุรกิจจีนที่กระหายการขยายกิจการในยุโรปได้โอกาสในการเข้ามาเทกโอเวอร์ธุรกิจรายย่อยเหล่านี้ ซึ่งอดีตเจ้าของธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ในเยอรมนีก็เป็นผู้เต็มใจขายกิจการของตนให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่จากตะวันออกเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจจากจีนรับประกันได้ว่าจะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ โดยได้รับการบริหารอย่างดีจากทีมผู้จัดการที่ไว้ใจได้ และยังเสนอราคาที่น่าพอใจอีกด้วย
รายงานของเอินส์ต แอนด์ ยัง เปิดเผยว่า มีบริษัทจีนเข้าไปลงทุนโดยตรงในเยอรมนีเพิ่มขึ้นจาก 46 แห่ง เป็น 68 แห่ง ในช่วงปี 2012-2013
ในปัจุบันทั้งคิออนผู้ประกอบรถโฟล์คลิฟต์ พรีมาผู้ผลิตสารกึ่งตัวนำ คีเคิร์ทผู้ผลิตกลอนประตู และชวิกบริษัทผู้ผลิตรถปั๊มคอนกรีต ต่างตกอยู่ในมือการบริหารของคู่แข่งจากแดนตะวันออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กรณีดังกล่าวนับเป็นความเคลื่อนไหวที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจเยอรมนีครั้งใหญ่เลยทีเดียว







