
ลดสิทธิประโยชน์ภาษีRMF-LTF ได้หรือเสีย
ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันมาก ก็คือ ข่าวที่กรมสรรพากรจะพิจารณายกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF และ LTF หลังจากสิ้นปี 2559 เกี่ยวกับข่าวนี้ทำให้เกิดคำถามถามกันให้แซดว่าจริงเหรอ? จะยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF และ LTF ทำไม?
ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันมาก ก็คือ ข่าวที่กรมสรรพากรจะพิจารณายกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF และ LTF หลังจากสิ้นปี 2559 เกี่ยวกับข่าวนี้ทำให้เกิดคำถามถามกันให้แซดว่าจริงเหรอ? จะยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF และ LTF ทำไม?
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจภาระหน้าที่ของกรมสรรพากรก่อนนะครับ ว่ากรมสรรพากรมีหน้าที่ในการเก็บภาษีเพื่อหาเงินให้รัฐมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และที่ผ่านมาประเทศก็มีการใช้จ่ายเงินในนโยบายต่างๆ มากมาย และยังต้องการเงินอีกมากในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ทำให้กรมสรรพากรต้องหาทางเก็บภาษีให้ได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรก็พิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ค่าลดหย่อนในบางเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนเช่นกัน อย่างเช่น การลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ก็เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีการบริหารความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันชีวิต หรืออย่างการให้สิทธิประโยชน์กองทุน RMF หรือ LTF ที่เป็นประเด็นตอนนี้ ก็เช่น RMF เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีการออมเงินเพื่อวัยเกษียณมากขึ้น ส่วน LTF ก็เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรู้จักการลงทุนในหุ้นระยะยาว และเพื่อส่งเสริมให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีเสถียรภาพ เป็นต้น การที่กรมสรรพากรจะพิจารณาเพิ่มหรือยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก็จะพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ของการให้สิทธิประโยชน์นั้นยังจำเป็นหรือไม่
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเราสบายใจได้ระดับหนึ่งนะครับ เพราะจากข้อมูลล่าสุดที่ฟังจากท่านอธิบดีกรมสรรพากรก็คือ จะไม่มีการยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์กองทุน RMF เพราะกรมสรรพากรเห็นว่า RMF ยังเป็นประโยชน์ต่อคนไทยอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบัน ส่วนกองทุน LTF ซึ่งเป็นกองทุนเดียวที่จะหมดสิทธิประโยชน์ในปี 2559 กรมสรรพากรจะปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินใจต่อไป โดยเหตุผลที่กรมสรรพากรให้สำหรับการพิจารณายกเลิกสิทธิประโยชน์ LTF นั้น กรมสรรพากรให้เหตุผลว่ามีเฉพาะคนรวยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์
ซึ่งในประเด็นนี้ คำถามคือ คนรวยที่กรมสรรพากรกล่าวถึงมีกี่คน ผมขอนำข้อมูลกรมสรรพากรปี 2554 มาพิจารณาครับ (ขอโทษด้วยครับ ข้อมูลปี 2557 ไม่มี แต่คิดว่าไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก) พบว่าคนไทยมีประมาณ 66 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบ 38 ล้านคน ส่วนที่เหลือ 28 ล้านคน เป็นเด็ก คนชรา พระภิกษุ และผู้ช่วยครัวเรือน มีผู้ที่มายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับกรมสรรพากร (ภ.ง.ด.90, 91) 11.7 ล้านคน แต่ในบรรดาคนที่มายื่นแบบ 11.7 ล้านคนนั้น มีผู้ที่เสียภาษีจริงๆ แค่ 2 ล้านคน อีกประมาณ 9 ล้านคน เข้ามายื่นภาษีฯ อยู่ในระบบแล้ว เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เหลือเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี จึงหลุดออกไปอยู่นอกฐานภาษี
ข้อมูลจากกรมสรรพากรระบุในรายละเอียดว่า กลุ่มผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคธรรมดา 2 ล้านคนนั้น มีผู้ที่มีรายได้เกินกว่า 4 ล้านบาทต่อปี เสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37% ของรายได้สุทธิ อยู่ประมาณ 30,000 คน ซึ่งจ่ายภาษีคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บได้ อย่างในปีงบประมาณ 2554 กรมสรรพากรเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 236,339 ล้านบาท ซึ่งมีผู้มีรายได้สูงประมาณ 30,000 คนนี้ จ่ายภาษีประมาณ 120,000 ล้านบาท เฉลี่ยจ่ายภาษีคนละ 4 ล้านบาทต่อปี ส่วนผู้เสียภาษีที่เหลืออีกประมาณเกือบ 2 ล้านคน จ่ายภาษีได้ประมาณ 120,000 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวจ่ายภาษีคนละประมาณ 60,000 บาทต่อปี
ดังนั้น หากมองว่าคนรวย คือคนที่มีเงินได้เกิน 4 ล้านบาท ก็จะมีคนรวยที่ใช้ประโยชน์ LTF เพียง 30,000 คนเท่านั้น แต่คนที่ซื้อ LTF มีมากมาย ข้อมูล ณ เดือน พ.ค. 2557 ขนาดกองทุน LTF ใหญ่ถึง 226,000 ล้านบาท มากกว่าจำนวนที่คนรวยสามารถซื้อได้มากมายนัก ดังนั้นพอสรุปได้ว่า คนที่ซื้อ LTF ไม่ได้มีเพียงคนรวยอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่าส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนครับ
และจากการติดตามฟังการสัมภาษณ์ของท่านอธิบดีกรมสรรพากร พบว่าท่านเน้นในเรื่อง ความเป็นธรรม โปร่งใส และป้องกันการ Corruption โดยท่านอธิบดีก็เห็นเช่นกันว่า มนุษย์เงินเดือนเป็นผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามากที่สุด แต่กลับเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ทางภาษีน้อยสุด เช่น การหักค่าใช้จ่ายก็ถูกจำกัดเพดานเพียง 60,000 บาท เทียบกับผู้มีเงินได้ตามมาตราอื่นๆ จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เป็นร้อยละของเงินได้ ไม่มีการกำหนดเพดาน ทำให้หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
ดังนั้น เพื่อความยุติธรรมสำหรับมนุษย์เงินเดือน หากกรมสรรพากรจะพิจารณาเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี LTF จริงๆ ผมขอเสนออีกหนึ่งทางเลือก คือ ให้ลดหย่อนได้เฉพาะเงินได้ในมาตรา 40(1)(2) หรือ เงินได้ในหมวดเงินได้จากการทำงาน (Earn Income) คือเงินได้ในมาตรา 40(1)(2)(6)(7)(8) เป็นต้น ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับนโยบายของท่านอธิบดีที่เน้นความเป็นธรรม โปร่งใส ครับ
และหากมองถึงประโยชน์ของ LTF ผมก็มีความเห็นว่าคนไทยยังมีการลงทุนน้อย ทำให้คนไทยมีปัญหาไม่มีเงินออมมากพอใช้ในยามจำเป็น ดังนั้น LTF น่าจะยังเป็นประโยชน์สำหรับการส่งเสริมให้คนไทยเพิ่มการลงทุนอยู่ ดังนั้นหากพิจารณาทั้งด้านประโยชน์ที่ประเทศได้รับ และความยุติธรรม ผมจึงขอเสนอความเห็นยังกรมสรรพากรพิจารณาคงสิทธิประโยชน์ทางภาษี LTF ต่อไป อย่างน้อยก็คงไว้ให้กับมนุษย์เงินเดือนก็ยังดี
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







