
สอท.ลุยโรดโชว์ตลาดใหม่
ประเดิมดูลู่ทางจับคู่ธุรกิจรัสเซียเดือนนี้พร้อมเดินหน้าบุกแอฟริกาเอเชียใต้
ประเดิมดูลู่ทางจับคู่ธุรกิจรัสเซียเดือนนี้พร้อมเดินหน้าบุกแอฟริกาเอเชียใต้
ส.อ.ท.ลุยโรดโชว์หาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเป้าหมายเดิม ประเดิมรุกรัสเซียเดือน ก.ค.นี้
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในฐานะประธานสภาธุรกิจไทยรัสเซีย ว่า ในช่วง 12 ปีนี้ ส.อ.ท.มีแผนจัดโรดโชว์ดึงนักลงทุนต่างชาติกว่า 10 ทริป เพื่อหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิมที่ขยายตัวลดลง โดยจะเน้นกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งจะเริ่มจากศึกษาลู่ทางการค้าและจับคู่ธุรกิจที่รัสเซียในเดือน ก.ค.นี้
“รัสเซียเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมาก เพราะเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก รวมทั้งมีแผนเพิ่มการผลิตรถยนต์ให้ได้ 11.2 ล้านคัน/ปี จึงเป็นโอกาสดีของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่จะเข้าไปหาตลาดใหม่” นายเกรียงไกร กล่าว
ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยและรัสเซียเป็น 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ภายในปี 2559 จากปัจจุบันอยู่ที่ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี
นอกจากนี้ การเปิดตลาดใหม่ที่รัสเซียยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงอีก 2 ประเทศ คือ เบลารุสและคาซัคสถาน เพราะทั้ง 3 ประเทศได้รวมตัวกันเป็นสหภาพศุลกากร (Customs Union) คล้ายกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อีกทั้งมีประชากรรวมกันถึง 170 ล้านคน และยังเป็นประตูสู่กลุ่มประเทศแยกตัวจากรัสเซีย เช่น ยูเครน อุซเบกิสถาน ซึ่งจะทำให้ตลาดใหญ่ยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ในช่วง 12 ปีนี้ ส.อ.ท.ยังวางแผนจะขยายตลาดในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแอฟริกาที่มีประชากรมากถึง 1,100 ล้านคน โดยจะประสานกับภาครัฐ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้การค้าขายของเอกชนมีความเข้มข้นขึ้น หลังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยได้รับผลกระทบจากการเลื่อนเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยอียู รวมทั้งการที่สหรัฐปรับอันดับการค้ามนุษย์ของไทยมาอยู่เทียร์ 3
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ระหว่างนี้ ภาคเอกชนจะเดินหน้าเปิดตลาดการค้าระหว่างไทยและประเทศใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกของไทยทดแทนตลาดอียูและสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 9% และ 10% ตามลำดับ ตั้งเป้าลดเหลือ 5% ทั้งสองตลาดภายใน10 ปีข้างหน้า







