
เสนอคสช.ตั้งสภาเอสเอ็มอี
เพ็ญทิพย์ไม่สนเสียงค้านผลักดันเต็มที่อ้างเป็นกระบอกเสียงดูแลเถ้าแก่น้อย
เพ็ญทิพย์ไม่สนเสียงค้านผลักดันเต็มที่อ้างเป็นกระบอกเสียงดูแลเถ้าแก่น้อย
ไม่หวั่นเสียงคัดค้านเพ็ญทิพย์เดินหน้าผลักดันตั้งสภาเอสเอ็มอี เสนอกระทรวงอุตฯ พิจารณา 2 ก.ค.นี้
นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอทีเอสเอ็มอี) เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ก.ค. 2557 จะนำตัวแทนเอสเอ็มอีทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เข้าประชุมกับ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารเพื่อหารือในประเด็นการตั้งสภาเอสเอ็มอีขึ้นมาเพื่อดูแลผู้ประกอบการ หลังจากที่ได้ประชุมหารือร่วมกันมาแล้ว 3 ครั้ง คือวันที่ 6,19 และ 26 มิ.ย. 2557 และหน่วยงานราชการก็เห็นด้วยในเรื่องนี้
ขณะนี้ได้ยกร่างโครงสร้าง กรอบการทำงานของสภาเอสเอ็มอี รวมถึงกฎหมายเรียบร้อยแล้ว โดยในเบื้องต้นโครงสร้างจะไม่ต่างจากสภาธุรกิจอื่นๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือสภาหอการค้าไทย ที่จะมีประธาน มีรองประธานดูแลด้านต่างๆ และจะมีสภาเอสเอ็มอีกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าการประชุมวันที่ 2 ก.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปในโครงสร้างและข้อกฎหมายเพื่อนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาอนุมัติต่อไป
นางเพ็ญทิพย์ กล่าวว่า แม้มีเสียงค้านว่าการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีอาจจะมีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับองค์กรอื่น แต่จะไม่ชะลอในการผลักดันเรื่องนี้และจะพยายามผลักดันให้มีการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการดูแลผู้ประกอบการให้ได้
“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่มีเวทีที่จะเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาไปถึงภาครัฐที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย แม้จะมีสมาคมเอสเอ็มอีแต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ เช่น กรณีของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือสภาหอการค้าไทย ที่มีเอสเอ็มอีเป็นเพียงแค่สมาชิกเท่านั้น ทั้งๆ ที่เอสเอ็มอีในประเทศมีถึง 2.7 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการกว่า 2 ล้านราย ที่ไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาศักยภาพและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน” นางเพ็ญทิพย์ กล่าว
นางเพ็ญทิพย์ กล่าวว่า อยากให้ศึกษากรณีของประเทศมาเลเซียที่เดิมก็ไม่มีสภาเอสเอ็มอี ไม่มีหน่วยงานเหมือนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แต่เมื่อมาดูงาน สสว.ที่ประเทศไทย ต่อมาก็ตั้งเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับอีกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ผลที่ตามมาในเวลาแค่ 45 ปี เอสเอ็มอีของมาเลเซียเติบโตขึ้นอย่างเร็ว หากไทยไม่แก้ปัญหานี้จะทำให้เอสเอ็มอีอ่อนแอและไม่สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ โดยเฉพาะในการเปิดการค้าเสรีอาเซียนและการเปิดประชาคมอาเซียน
นายกฯเอทีเอสเอ็มอี กล่าวว่า หากสามารถตั้งสภาเอสเอ็มอีได้ คิดว่าบทบาทจะไม่ไปทับซ้อนองค์กรอื่น เพราะสมาชิกจะมาจากผู้ประกอบการรายย่อย และในเบื้องต้นระเบียบของสภาฯ คงไม่เน้นว่าสมาชิกต้องจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ เพราะเอสเอ็มอีบางรายก็ทำธุรกิจเล็กไม่ถึงขั้นที่จะต้องจดทะเบียน แต่เมื่อพัฒนาให้เข็มแข็ง แข่งขันได้ ในที่สุดก็ขึ้นไปเป็นเอสเอ็มอีใหญ่และเข้าสู่ระบบ







