
แนะญี่ปุ่นยื่นมือช่วยSME
ชี้เป็นผู้บริโภคคนส่วนใหญ่ของชาตเน้นเปิดโอกาสให้รายย่อยมากขึ้น
ชี้เป็นผู้บริโภคคนส่วนใหญ่ของชาตเน้นเปิดโอกาสให้รายย่อยมากขึ้น
กูรูเสนอ 5 วิธีให้รัฐบาลช่วยเอสเอ็มอีปลาดิบ ชี้กระตุ้น ศก.ดีกว่าอาเบะโนมิกส์
เทอร์รี ลอยด์ ประธานบริหารของเจแปน อิงค์ คอมมูนิเคชั่น ธุรกิจนิตยสารทางธุรกิจ และธุรกิจผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศญี่ปุ่น แสดงความคิดว่านโยบายทางเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า “อาเบะโนมิกส์” นั้น และการขยายตัวของตลาดหุ้นได้ช่วยเหลือเพียงแค่ประชากรส่วนน้อยของประเทศเท่านั้น ซึ่งผู้นำญี่ปุ่นควรจะให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอี ซึ่งจ้างงานประชากรถึง 70% ของประเทศให้มากขึ้น
ลอยด์ ระบุผ่านเว็บไซต์อากิฮาบาระนิวส์ว่า มี 5 ด้านที่รัฐบาลควรจะมุ่งเน้นแก้ไขเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ได้แก่ ด้านแรก เปิดทางให้เอสเอ็มอีมีบทบาทต่อสัญญาการว่าจ้างต่อโครงการต่างๆ ของรัฐบาลมากขึ้น เช่น เปิดให้เอสเอ็มอีประมูลโครงการของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นควรผ่อนคลายกฎด้านเงินทุนของธุรกิจที่เข้าประมูลโครงการ ทว่าจะให้ดียิ่งขึ้นควรออกกฎที่ชัดเจน โดยอาจทำคล้ายกับของสหรัฐ ว่า โครงการของรัฐต้องมีเอสเอ็มอีและธุรกิจของผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างน้อย 25%
ขณะที่ ด้านที่ 2 ลอยด์เสนอให้มีการอุดหนุนการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ และให้การปรึกษาทางด้านอาชีพ เพื่อให้ธุรกิจมีทักษะและความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น
ส่วนด้านที่ 3 คือ ให้ธุรกิจรายย่อยเข้าถึงอุปกรณ์สมัยใหม่ โดยเฉพาะเครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) เพื่อให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลอยด์ ชี้ให้เห็นว่าพนักงานแดนปลาดิบนั้นมีความขยันในตัวอยู่แล้ว ซึ่งหากได้รับแรงสนับสนุนจากเครื่องมือต่างๆ น่าจะยิ่งทำให้ธุรกิจเติบโตได้ก้าวไกลมากขึ้น ขณะที่ด้านต่อมาคือการสร้างช่องทางให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ซึ่งหากถ้าไม่สามารถหาในประเทศได้ ควรจะอนุญาตให้มีการว่าจ้างคนจากต่างประเทศ
สำหรับในด้านสุดท้ายคือ การที่ธุรกิจ จะต้องมีเงินทุนพอจึงจะสามารถเดินหน้าพัฒนาเอสเอ็มอีได้ โดยระบุว่าขณะนี้ญี่ปุ่นมีบริษัทถึง 3 แสนแห่งที่อยู่ในภาวะเป็นหนี้ ซึ่งลอยด์มีความเห็นว่ารัฐบาลควรช่วยธุรกิจเหล่านี้ไถ่ถอนหนี้เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไป ที่แม้ว่าหนี้ของเอสเอ็มอีจะเป็นเงินสูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,400 ล้านบาท) ทว่าก็คิดเป็นส่วนน้อยมากกับเงินที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทุกเดือน







