
NEW NORMAL
....สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้ผมขออนุญาตนำคำว่า
“New Normal” ซึ่งเป็นคำที่เคยใช้อธิบายภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 25502551 ซึ่งมีความหมายว่า ถึงแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็จะไม่เหมือนเดิม โดยสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเปลี่ยนไป คือ ประชาชนสหรัฐจะมีการก่อหนี้ลดลง การออมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคของสหรัฐซึ่งถือเป็นผู้บริโภคอันดับ 1 ของโลกมีกำลังที่ลดลง และจะมีผลกระทบต่อการค้าขายระหว่างประเทศทั่วโลกในกรณีของภาวการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นนั้น คำว่า New Normal ในความเห็นของผมนั้นประกอบด้วย มุมมองต่อการเมืองไทยที่เปลี่ยนไป ความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกลดลง และโฉมหน้าของสถาบันการเงินในสหรัฐที่กำลังจะเปลี่ยนไปจากผลกระทบของกฎหมายปฏิรูปสถาบันการเงิน
สำหรับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น ผมเองประเมินว่า ถึงแม้ในสัปดาห์นี้ภาวการณ์ลงทุนในตลาดจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยุติลงแล้ว แต่คาดว่าระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทย โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศก็อาจจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 19 พ.ค. ถือว่าเป็นระดับที่รุนแรงที่สุดในรอบ 18 ปี ส่งผลให้ค่าประกันความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 1% เป็น 1.5% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นระดับที่สูงผิดปกติ
ดังนั้น ผมประเมินว่าแนวโน้มตลาดในช่วงนี้จะมี 2 แนวทาง คือ
1.ตลาดปรับตัวลดลงเพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานและเศรษฐกิจที่ลดลงจากผลกระทบจากการชุมนุม รวมถึงระดับค่าความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น (Risk Premium)
2.นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นไทย จนกว่าจะมั่นใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติ โดยประเมินได้จากสัญญาณสำคัญ คือ การยกเลิกเคอร์ฟิว และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง
สำหรับผมประเมินว่าระดับดัชนีที่เป็นระดับราคาที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงระดับที่ไม่แพงหรือถูกเกินไป หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจะอยู่บริเวณ 680720 จุด ซึ่งเป็นการประเมินโดยใช้สมมติฐานว่า ผลการดำเนินงานปี 2553 ถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิม 510% โดยดัชนีมีโอกาสที่จะลดลงต่ำกว่านี้ได้อีก หากนักลงทุนต่างประเทศยังคงมีมุมมองในเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทย
สิ่งที่เปลี่ยนไปในส่วนของปัจจัยต่างประเทศมี 2 ประเด็น คือ
1.นักลงทุนทั่วโลกเริ่มไม่มั่นใจกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2553 ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาดีก็ตาม หลังจากเกิดวิกฤตหนี้ยุโรป หรือพูดง่ายๆ คือ นักลงทุนเริ่มมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากช่วงไตรมาส 1/2553
2.การปฏิรูปสถาบันการเงินของสหรัฐดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายหลังจากร่างกฎหมายผ่าน 2 สภาแล้ว โดยตั้งเป้าให้ประธานาธิบดีโอบามาลงนามในวันที่ 4 ก.ค. ผมประเมินว่าปัจจัยนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปจะเป็นรายต่อไป
ในกรณีแรกซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น พบว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาระดับของดัชนีความกลัวของนักลงทุนในสหรัฐ หรือ VIX Index ได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 40 จุด ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงผิดไปจากปกติที่ควรอยู่ที่ระดับไม่เกิน 1520 จุด
ถึงแม้ระดับของ VIX Index ยังคงต่ำกว่าช่วงที่เคยวิกฤต เลห์แมน บราเธอร์ส แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณในเชิงลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นทั่วโลกว่าจะยังคงมีความผันผวนต่อไป จนกว่าระดับของ VIX Index จะลดลงต่ำกว่า 20 จุด
ดังนั้น การฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงนี้จึงยังไว้วางใจไม่ได้ ซึ่งผมได้เคยประเมินไว้ในสัปดาห์ก่อนว่าดัชนีดาวโจนส์มีโอกาสลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 9,90010,000 จุด
ประเด็นต่อมาเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินโดยตรง ซึ่งประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะวิกฤตหนี้ยุโรปนั้นได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและสถาบันการเงินไปก่อนหน้าแล้ว อย่างที่ผมได้เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้ว โดยผลกระทบมี 2 ประเด็น คือ
1.สถาบันการเงินเริ่มไม่มั่นใจในการปล่อยกู้ระหว่างกัน
2.นักลงทุนไม่มั่นใจต่อตราสารหนี้ของภาคเอกชน โดยหันไปถือครองตราสารหนี้ของรัฐบาลมากขึ้น โดยล่าสุด ดัชนี LIBOROIS Spread ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนความไม่มั่นใจในการปล่อยกู้ระหว่างกันได้ปรับตัวขึ้นถึงระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นช่วงเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณในเชิงลบมาก
ในกรณีของการปฏิรูปสถาบันการเงินของสหรัฐนั้น ผมประเมินว่าจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อความไม่มั่นใจในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้จะมีผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ และสภาพคล่องในตลาดการเงิน ตลาดหุ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยหัวใจของกฎหมายปฏิรูปสถาบันการเงินนั้น คือ การจำกัดขนาดของสถาบันการเงินไม่ให้มีขนาดใหญ่เกินไป และการจัดการกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตราสารอนุพันธ์ที่ในอดีตไม่เคยต้องมีการดำรงเงินสำรอง
ดังนั้น จากนี้ไปคาดว่า สถาบันการเงินในสหรัฐคงต้องมีการทบทวนเงินกองทุนใหม่ว่า เพียงพอรองรับธุรกิจในปัจจุบันหรืออนาคตหรือไม่
โดยสรุปแล้วผมคาดว่าผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศที่กล่าวมาแล้วจะเพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ยังคงมีมุมมองในช่วงนี้ว่า ตลาดได้เปลี่ยนจากแนวโน้มขาขึ้นเป็นการปรับฐานแล้ว ทั้งนี้ เพื่อรอสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรอบใหม่ หรือรอให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา







