
เศรษฐกิจ-ลงทุน ตปท.ครึ่งปีหลัง
สวัสดีครับ เริ่มเข้าสู่ช่วงหลังของปี 2557 แล้วนะครับ ในภาพรวมของเศรษฐกิจและการลงทุนในครึ่งแรกของปีนี้ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ในช่วงครึ่งปีหลังผมเชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะยังคงมีการฟื้นตัวอย่างเด่นชัด อย่างเช่น สหรัฐ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติในช่วงต้นปี จนทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะงักลงเล็กน้อย แต่ก็สามารถพลิกกลับฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและบริการเดือน พ.ค. 2557 ที่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า รวมทั้งตัวเลขตลาดแรงงานฟื้นตัวต่อเนื่อง จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ปรับเพิ่มกว่าที่ตลาดคาดและยอดขอรับสวัสดิการการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐทยอยลดการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่าน QE ลงเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ จนมาอยู่ที่ 45,000 ล้านดอลลาร์/เดือน
สวัสดีครับ เริ่มเข้าสู่ช่วงหลังของปี 2557 แล้วนะครับ ในภาพรวมของเศรษฐกิจและการลงทุนในครึ่งแรกของปีนี้ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ในช่วงครึ่งปีหลังผมเชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะยังคงมีการฟื้นตัวอย่างเด่นชัด อย่างเช่น สหรัฐ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติในช่วงต้นปี จนทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะงักลงเล็กน้อย แต่ก็สามารถพลิกกลับฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและบริการเดือน พ.ค. 2557 ที่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า รวมทั้งตัวเลขตลาดแรงงานฟื้นตัวต่อเนื่อง จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ปรับเพิ่มกว่าที่ตลาดคาดและยอดขอรับสวัสดิการการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐทยอยลดการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่าน QE ลงเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ จนมาอยู่ที่ 45,000 ล้านดอลลาร์/เดือน
ปัจจัยสำคัญสำหรับภาพการลงทุนของอเมริกาช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะยังคงลด QE ลงต่ออีกเดือน 10,000 ล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 35,000 ล้านดอลลาร์ จนสิ้นสุด QE ประมาณเดือน ต.ค. 2557 และมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐก็น่าจะกลับมาเติบโตเข้าสู่ภาวะปกติได้ ซึ่งสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
ด้านญี่ปุ่น แม้ว่าในช่วงต้นปีอาจส่งสัญญาณชะลอตัวลงเล็กน้อย หลังจากทางการญี่ปุ่นได้มีมติปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากเดิม 5% เป็น 8% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา ประกอบกับทิศทางค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปลายปีก่อนหน้า ก่อนที่จะเริ่มอ่อนค่าลงในช่วงกลางปี 2557 แต่อย่างไรก็ดีมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีจากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายลูกศรดอกที่ 3 (Third Arrow) โดยเฉพาะมาตรการการปรับลดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคลจากเดิม 36% คาดว่าน่าจะมีการปรับลดลงมาอยู่ที่ 25% ซึ่งใกล้เคียงกับภูมิภาคและเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2558 ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้ง ประกอบกับการผลักดันให้กองทุนบำนาญของญี่ปุ่นให้สามารถลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น และลดการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ก็น่าจะผลักดันให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นได้เพิ่มเติม
นอกเหนือจากมาตรการต่างๆ เช่น การทยอยเปิดเสรีการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ (TPP) การสร้างเขตการค้าเสรีพิเศษในเมืองต่างๆ เช่น โตเกียว คันไซ เป็นต้น รวมทั้งการเร่งสร้างแรงงานให้มีความชำนาญและการจ้างแรงงานที่มีความชำนาญจากต่างชาติเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวและดึงดูดความน่าสนใจมายังการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ
ขณะที่ด้านกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงเข้าสู่ปลายไตรมาส 2/2557 หลังจากที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงในต้นปี โดยเฉพาะจีนที่มีแนวโน้มพลิกกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง จากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Roadmap ต่างๆ โดยเฉพาะการผ่อนคลายให้ภาคเอกชนสามารถระดมทุนในต้นทุนที่ต่ำลง การขยายช่องทางการค้าการลงทุนผ่านการผ่อนคลายกฎระเบียบใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถาบันการเงินให้แก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น การอนุมัติใบอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ให้แก่ธนาคารพาณิชย์เอกชนเพิ่มเติม การเปิดโครงการทดลองนำร่อง “เขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้” การเปิดเสรีทางการเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี โดยเฉพาะการขยายการลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนระหว่างนักลงทุน 2 สัญชาติ ผ่านโครงการ “ShanghaiHong Kong Stock Connect” โดยการขยายวงเงินโควตาการลงทุนให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการซื้อขายหุ้นทั้งสองตลาดให้มีความคึกคักมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา และการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการเร่งสร้าง Urbanization เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนมีโมเมนตัมการเติบโตได้ค่อนข้างดีและหนุนให้เม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา หลังประกาศแผนมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำให้ความเชื่อมั่นกลับเข้าสู่จีนอีกครั้ง และเป็นส่วนหนึ่งที่หนุนให้จีดีพีไตรมาส 1/2557 สามารถขยายตัวได้ 7.4% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์และผลักดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ เช่น ดัชนีการผลิตและการบริการ เป็นต้น
กลุ่มเอเชียในแถบ TIP Market (ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) คาดว่า น่าจะยังต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองในประเทศ เช่น ไทยและอินโดนีเซีย ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจชะลอลง ก่อนที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นหลังการเมืองไทยเริ่มคลี่คลายและการเลือกตั้งของอินโดนีเซียได้ผ่านพ้นไป ประกอบกับอานิสงส์การส่งออกที่น่าจะเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วที่ดีขึ้นตามลำดับ ทำให้เศรษฐกิจในกลุ่ม TIP น่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ดี แม้สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจของ TIP Market จะชะลอลงในครึ่งแรกของปี แต่เงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นหลังจากที่ไหลออกไปค่อนข้างมากในช่วงปีก่อนหน้า และกดดันให้ราคาปรับลดลงต่ำกว่าราคาพื้นฐานในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ระดับราคาเริ่มเป็นที่น่าสนใจและส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่กว่า 58.24 ล้านดอลลาร์ และผลักดันให้ราคาหุ้นต่อกำไร (PE) ปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก
สำหรับการลงทุนในครึ่งปีหลัง ผมเชื่อว่าภาพเศรษฐกิจที่เติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ยังคงทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่นยังน่าสนใจ โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาวมากกว่า 1 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงให้กับการลงทุน เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังมีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องมากกว่ากลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งยังต้องพึ่งพิงการอัดฉีดและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจำนวนมาก และระดับราคาหุ้นต่อกำไรเริ่มปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา จนอาจนำไปสู่ Overvalue
สำหรับบางตลาดหุ้น และอาจทำให้เกิดการปรับฐานย่อลงมาได้ แนะนำว่านักลงทุนควรมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 50-60% ของพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นหุ้นญี่ปุ่น 25% สหรัฐ 15% ขณะที่ประเทศเกิดใหม่อย่างจีน 5% และหุ้นไทย 2030% อสังหาริมทรัพย์ 10% ตราสารหนี้ไทย 20%
หากนักลงทุนสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศดังกล่าว สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บลจ.วรรณ หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ทั้งนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุนครับ







