posttoday
มองทำเล...ตลาดออนไลน์

มองทำเล...ตลาดออนไลน์

19 มิถุนายน 2557

พูดถึงเทรนด์การตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลวิจัยการตลาดจากฝั่งไหนก็ตาม Mobile Marketing ยังคงมาแรงแซงทุกเทรนด์ในปีนี้ ด้วยสถิติการใช้มือถือที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเรานำข้อมูลจากเว็บ thinkwithgoogle.com มาแสดงให้ดูว่าปัจจุบันคนไทยใช้มือถือทำอะไรกันบ้าง (http://www.thinkwithgoogle.com/mobileplanet/en/) จะเห็นว่ากิจกรรม 7 อย่างที่ถูกกระทำมากที่สุดได้แก่ เล่นเว็บ เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก รับส่งอีเมล ดูวิดีโอ ถ่ายรูปหรือคลิป ฟังเพลง และเล่นเกม

พูดถึงเทรนด์การตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลวิจัยการตลาดจากฝั่งไหนก็ตาม Mobile Marketing ยังคงมาแรงแซงทุกเทรนด์ในปีนี้ ด้วยสถิติการใช้มือถือที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเรานำข้อมูลจากเว็บ thinkwithgoogle.com มาแสดงให้ดูว่าปัจจุบันคนไทยใช้มือถือทำอะไรกันบ้าง (http://www.thinkwithgoogle.com/mobileplanet/en/) จะเห็นว่ากิจกรรม 7 อย่างที่ถูกกระทำมากที่สุดได้แก่ เล่นเว็บ เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก รับส่งอีเมล ดูวิดีโอ ถ่ายรูปหรือคลิป ฟังเพลง และเล่นเกม

สถิตินี้บ่งบอกถึงความสำคัญของสื่อโซเชียลเป็นอย่างมาก ตอกย้ำด้วยข้อมูลสถิติที่ว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 80% นั้นใช้สื่อโซเชียลผ่านอุปกรณ์ของตนเอง แถมเกินครึ่ง (55%) ยังเข้ามากกว่า 1 ครั้ง/วันด้วยซ้ำ โดยสื่อโซเชียลที่ถูกเข้าถึงเป็นระยะเวลานานที่สุด 6 แบรนด์ เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ โฟร์สแควร์ ทัมเบลอร์ และพินเทอเรสต์

ด้วยตัวเลขเหล่านี้ จึงน่าแปลกใจว่าทำไมในยุคนี้กลับมีผู้บริหารหลายคนที่ตื่นเต้นไปกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนจนหันไปหาผู้พัฒนา mobile app แต่กลับลืมที่จะสร้างตัวตนของแบรนด์ในสื่อโซเชียลให้มีข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะข้อมูลที่ลูกค้าในพื้นที่ใกล้เคียงจำเป็นต้องรู้ เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่จริง เบอร์โทรศัพท์ คำอธิบายสินค้าหรือบริการ เวลาเปิดให้บริการ เป็นต้น ซึ่งจากสถิติระบุว่ากว่า 99.99% ของจุดที่มีการขาย (Point of Sale) นั้นมีตัวตนในสื่อโซเชียลแบบไม่สมประกอบ โดยเว็บไซต์มีข้อมูลถูกต้องเพียง 64% แผนที่กูเกิลมีข้อมูลถูกต้องเพียง 16% และในเฟซบุ๊กมีข้อมูลถูกต้องเพียง 5% เท่านั้น

เพียงแค่เฟซบุ๊กแฟนเพจอย่างเดียวก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ปัจจุบันเวลาเราไปสถานที่แห่งใดก็ตามแล้วพยายามที่จะเช็กอินในเฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่เราจะเห็นชื่อของสถานที่นั้นโผล่ขึ้นมาอย่างน้อย 23 ชื่อเป็นอย่างต่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่มีการจัดการตัวตนในสื่อโซเชียลให้ดีพอ หรือไม่ก็จัดการช้าเกินไป จนทำให้ผู้ใช้หลายคนสร้างตัวตนในสื่อโซเชียลให้กับสถานที่นั้นแทน แถมบางอันกลับมีจำนวนคนเช็คอินเยอะกว่าของจริง ทำให้กลายเป็นปัญหาที่ยุ่งยากมากกว่าเดิม เนื่องจากข้อมูลที่ผู้ใช้กรอกนั้นไม่ครบถ้วนและบางทีก็ผิดพลาด และข้อมูลที่ซ้ำซ้อนก็ทำให้ลูกค้ารายอื่นสับสน จนอาจสามารถลดความน่าเชื่อถือของธุรกิจลงไปได้อีกด้วย

ใช่ว่าเราจะสนใจเฉพาะเฟซบุ๊ก เพราะว่าพฤติกรรมหลักอีกอย่างหนึ่งของผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 74% ก็คือ การค้นหาตำแหน่งของสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งหาเส้นทางการเดินทางไปยังตำแหน่งนั้นๆ และแอพที่นิยมใช้ที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Google Maps นั่นเอง ดังนั้นการสร้างตัวตนในสื่อโซเชียลกูเกิลพลัส (Google+) จึงยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดเสียไม่ได้ โดยเฉพาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือตำแหน่งชัดเจน แต่สถิติกลับบอกว่า มีเพียง 31% ของจุดที่มีการขาย (Point of Sale) เท่านั้นที่มีข้อมูลอยู่ใน Google Maps และสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ มีหลายธุรกิจที่ปล่อยให้คู่แข่งรายอื่นเข้ามาจับจองพื้นที่จนเสียโอกาสทางธุรกิจไป ผมเคยเจอโรงแรมหนึ่งในภูเก็ตที่มีชื่ออยู่ใน Google Maps แต่พอเข้าไปดูรายละเอียดข้างในกลับเห็นลิงค์เชื่อมไปยังเว็บรับจองห้องพักของรัสเซีย แค่ลิงค์สั้นๆ อันเดียวในแผนที่กูเกิ้ล (ที่น่าจะเสียเวลาแก้ไขไม่กี่นาที) ไม่รู้ว่าป่านนี้เว็บจองห้องพักรัสเซียจะได้รับเปอร์เซ็นต์ค่าห้องพักจากโรงแรมภูเก็ตแห่งนั้นไปเท่าไหร่กันแล้ว

หากคุณเพียงเสียสละเวลาและทรัพยากรของฝ่ายการตลาดเพียงเล็กน้อย ด้วยการหันมาตรวจสอบข้อมูลของธุรกิจตัวเองในสื่อโซเชียลให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น ดังหลักการที่ว่า “ข้อมูลต้องชัด บอกพิกัด มัดใจลูกค้า เพิ่มมูลค่าธุรกิจ” ซึ่งในที่สุดผลประโยชน์ที่จะได้รับต่อการสร้างแบรนด์ของธุรกิจคุณเองจะมีค่ามหาศาลนะครับ!

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย