
คันทรี่ฯผุดคอนโดรร.2.9หมื่นล้าน
ผนึกก่อสร้างจีนลุยบิ๊กโปรเจกต์ริมน้ำเจ้าพระยา
ผนึกก่อสร้างจีนลุยบิ๊กโปรเจกต์ริมน้ำเจ้าพระยา
คันทรี่ กรุ๊ป ผุดโปรเจกต์ยักษ์ 2.9 หมื่นล้าน พร้อมไล่ซื้ออสังหาฯ ต่างชาติ คาดปีนี้โตก้าวกระโดด
นายเบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า บริษัทจะเน้นการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนอยู่แล้ว โดยการมองการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนก่อสร้างโครงการแลนด์มาร์ค วอเตอร์ฟร้อนท์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 36 ไร่ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมสูง 73 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 350 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 2 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.) จะเริ่มเปิดขายในเดือน ต.ค.นี้ และยังมีโรงแรมระดับ 5 ดาว อีก 2 อาคาร มูลค่าโครงการรวม 2.9 หมื่นล้านบาท
“ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินเดิมขององค์การสะพานปลาและผู้เช่ารายย่อย บริษัทได้สิทธิการเช่าระยะยาวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ระยะเวลา 25 ปี สามารถต่อสัญญาเช่าได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 25 ปี โดยได้ร่วมทุนกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างจากจีน คือ บริษัท ปักกิ่ง เอ็นจีเนียริ่ง คอนสตรัคชั่น หรือ BCEG บริษัทถือหุ้น 70% และ BCEG ถือ 30% และได้สินเชื่อจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน จำนวน 1.16 หมื่นล้านบาท สำหรับการลงทุนก่อสร้าง ขณะที่โครงการก็ได้ผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอแล้ว” นายเบน กล่าว
สำหรับการดำเนินงานในปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย คือ โครงการอิลีเมนท์ ศรีนครินทร์ เนื้อที่ 13 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 เฟส โดยเฟส 1 และ 2 มียอดขายแล้วกว่า 95% มูลค่า 500600 ล้านบาท อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จและโอนรับรู้รายได้ในปีนี้ ขณะที่โครงการในเฟส 3 มียอดขายแล้วกว่า 50% มูลค่า 290 ล้านบาท ส่วนเฟสที่ 4 จะเปิดขายช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้บริษัทจะทำการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ในช่วงต้นไตรมาส 4 โดยจะนำโครงการศูนย์ข้อมูล Anchorage Point Data Center ประเทศอังกฤษ ที่ซื้อมามีมูลค่าโครงการ 1,350 ล้านบาท เป็นสินทรัพย์ในกองทุน
นายเบน กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากการโอนโครงการอิลีเมนท์และการจัดตั้งกองทุนรวมกันประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนมีรายได้อยู่ประมาณ 340 ล้านบาท







