
ปฏิรูปการเมือง
ในบรรดาประเด็นปฏิรูปประเทศไทยในระยะนี้ สิ่งที่ผมคิดว่าทำได้ยากที่สุด แต่อาจจะสำคัญที่สุดสำหรับการคลี่คลายความตึงเครียดทางการเมืองเท่าที่ปรากฏเป็นอาการออกมาคือ “ปฏิรูปการเมือง” ซึ่งพัวพันอยู่กับเรื่อง “ปรองดอง” อย่างมีนัยสำคัญ
ในบรรดาประเด็นปฏิรูปประเทศไทยในระยะนี้ สิ่งที่ผมคิดว่าทำได้ยากที่สุด แต่อาจจะสำคัญที่สุดสำหรับการคลี่คลายความตึงเครียดทางการเมืองเท่าที่ปรากฏเป็นอาการออกมาคือ “ปฏิรูปการเมือง” ซึ่งพัวพันอยู่กับเรื่อง “ปรองดอง” อย่างมีนัยสำคัญ
แน่นอนว่าการเมืองไม่ได้เป็นสาเหตุทั้งหมด แต่การเมืองก็เป็นสาระสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีทั้งส่วนที่การเมืองเป็นสาเหตุการเมืองเป็นอาการ และการเมืองก็จะเป็นทางออกด้วย
อันที่จริง “ปรองดอง” จะเกิดได้คงต้องปฏิรูปอีกหลายอย่าง ไม่เฉพาะปฏิรูปการเมืองหรอก จะปรองดองได้ต้องมีความลงตัวของบรรยากาศมีความยืดหยุ่นของเงื่อนเวลา ไม่ใช่จากมติของแกนนำเฉยๆ ไม่ใช่จากหีบบัตรลงคะแนน และไม่ใช่แม้แต่จากประชามติ
ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (APRC) เคยอธิบายว่า “หากไปถามชาวเนปาล ชาวศรีลังกา กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม หรือถามประชาชน 3 จังหวัดภาคใต้ ให้ออกเสียงประชามติว่าต้องการให้หยุดความรุนแรงในการเมืองไหม ถามว่าเอาปรองดองดีไหม ถามว่าต้องการการปฏิรูปไหม ถ้าคำถามเป็นไปได้ประมาณนี้ กว่า 99% คงตอบว่าใช่ ได้เป็นประชามติ แต่ในสนามจริงจะสงบและได้ผลตามมตินั้นหรือ...?
และถ้าถามอะไรที่ซับซ้อนมากนัก ทีนี้คำตอบก็จะเพี้ยน เพราะคนลงประชามติจำนวนมากจะไม่อ่านคำถามให้ละเอียด หรืออ่านแต่เข้าใจไปคนละอย่าง บางประเภทก็ไม่ฟังคำอธิบายด้วยซ้ำ แต่คงตื่นตัวสอบถามจากหัวคะแนนนักการเมืองว่าควรจะขยันออกไปใช้สิทธิหย่อนบัตรแค่ไหน หากว่าใช้สิทธิกันมากๆ แล้วเข้าใจไม่ตรงกัน ลองนึกย้อนไปตอนส่งร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มาถามประชามติเถอะครับ
มีชาวบ้านเข้าใจเนื้อหาและผลกระทบของเรื่องยากๆ อย่างรัฐธรรมนูญแค่ไหน ส่วนใหญ่ไปโหวตเห็นด้วยเพียงเพื่อจะได้มีประชาธิปไตย มีเลือกตั้ง มีรัฐสภากลับมาเท่านั้น ! แล้วบรรยากาศก็กลับเหมือนเดิม ยุให้คนเกลียดกันต่อ
นับจากประชามตินั้นเป็นต้นมา เราไม่ได้ลดการเผชิญหน้าลง แล้วในที่สุดก็ถล่มกันด้วยอาวุธ จึงเกิดยึดอำนาจ ซึ่งนับว่าโชคดีที่ไม่เกิดปะทะอะไรกันตอนสลายการชุมนุม
ลองคิดดูครับว่าหลังหมดกฎอัยการศึก ถ้าต่างฝ่ายต่างปล่อยสายล่อฟ้ากันอีก โดยไม่มีใครยอมใคร คงไม่ได้ปรองดองแน่ จึงน่าจะจัดวงคุยปรึกษาร่วมกันเพื่อออกแบบการประชุมหารือเพื่อเป้าหมายลดความชิงชังกันเสียก่อน
ส่วนการปฏิรูปการเมืองต้องมีอย่างน้อยสามองค์ประกอบ จึงจะไม่ไปสร้างความปั่นป่วนกับการคลี่ปมอื่นๆ เช่น ปฏิรูปเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ที่วงอื่นๆ ก็จะทำกันอยู่
องค์ประกอบแรก กระตุ้นการยอมรับ (เรียกภาษาชาวบ้านว่า “สำนึก”) ขององค์กรการเมืองต่างๆ ตลอดจนบุคคลและกลุ่มความเคลื่อนไหวทั้งหลายว่าล้วนได้มีส่วนสร้างปัญหาไว้ และต่างต้องการจะลดหรือหยุดปัญหาที่ค้างคา เพื่อเห็นแก่ประชาชน เห็นแก่บ้านเมือง และที่จริงก็เพื่อเห็นแก่ความน่านับถือของตัวเองไว้บ้าง
องค์ประกอบที่สอง กระตุ้นการประชุมรับฟังและปรึกษาหารือ ไม่ใช่โต้นะครับ และไม่ต้องแขวะหรือขู่ ไม่ต้องด่าว่ากัน ไม่ต้องบลัฟกัน แต่มอบหมายบุคคลที่ไม่มีท่าทีก้าวร้าวเข้าสู่เวทีสนทนาหารือระดับชาติ เพื่อตั้งหลักจัดหารือกันบ่อยๆ สม่ำเสมอ ท่อนนี้อาจใช้เวลาบ้าง ที่สำคัญต้องลดความเป็นทางการลง จะทำให้เชือกที่ขึงแข็งค่อยอ่อนตัวลง...แกะปม คลายปมได้ดีขึ้น
องค์ประกอบที่สาม ควรมีการออกแบบวิธีคืนความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับสภาพความขัดแย้งที่สะสมมานาน ด้วยการตรึงหลักให้แน่นว่า ปฏิรูปครั้งนี้ต้องไม่ใช่การปฏิรูปของผู้ชนะ เพราะเวลานี้ไม่มีผู้ชนะเหลืออยู่แล้ว แม้แต่ผู้ครองอำนาจรัฐอยู่ปัจจุบันก็เถอะก็ไม่ใช่ผู้ชนะ แต่เป็นเพียงผู้ยับยั้งเหตุรุนแรงที่เกือบจะเกิด และมิใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายใด
ภายใต้บริบทความไม่ไว้วางใจกันสูงขนาดนี้ สังคมไทยอาจต้องยอมรับความเป็นจริงที่จะมีรัฐบาลและสภารูปแบบพิเศษที่จะทำงานในช่วงเปลี่ยนผ่านสักระยะ เพื่อตั้งต้นการปฏิรูปในเรื่องกติกาการเข้าสู่อำนาจรัฐที่ยังไม่ต้องมีนักการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้ามามีอิทธิพลในช่วงสั้นๆ จากนั้นอาจสามารถก้าวไปสู่การมีรัฐบาลและรัฐสภาที่รับช่วงต่อด้วยรูปแบบรัฐบาลที่อาจเข้ามาจากกลุ่มการเมือง (จะใช้สูตรไหนก็แล้วแต่) เพื่อมาร่วมกันทดสอบระบบและออกแบบระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่รับรองกันเองได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นคนร่างไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ร่วมมีส่วนสร้าง ต่อไปภายหลังก็จะเกิดบรรยากาศหักดิบคิดล้มล้างกติกากันเสียอีก หากตกลงปลงใจได้จบแล้วจึงค่อยนำไปสู่การเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ซึ่งพาประเทศไปสู่การปฏิรูปอีกนับสิบนับร้อยเรื่องต่อเนื่องไป ทั้งหมดนี้แม้ใช้เวลาสัก 2 ปีเศษก็นับว่าเร็วโข เพราะปฏิรูปการเมืองช่วงคุณบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศสัญญาประชาคมแล้วตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง จนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ได้ประกาศใช้อย่างเดียวแค่นั้น ยังใช้เวลาถึง 26 เดือน ขนาดว่าความขัดแย้งเวลานั้นน้อยกว่าปัจจุบันแบบเทียบกันไม่ติด
จากนั้นจะได้เลิกแก้กันเสียทีรัฐธรรมนูญเนี่ย หันมาแก้ปัญหาบ้านเมือง ซึ่งมีเยอะแยะจะดีกว่า







