posttoday
สยบข่าว

สยบข่าว

18 มิถุนายน 2557

กรณีแรงงานกัมพูชาแห่กลับประเทศ เพราะตกใจและเข้าใจผิดจาก “ข่าวลือ” ว่าทหารจะกวาดล้าง กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 67 มา “สยบข่าว” พร้อมชี้แจงและให้คำแนะนำกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวถึง 9 ข้อ แต่คลื่นมวลมหากัมพูชากลับบ้านก็ดูเหมือนยังไม่สงบนิ่ง

กรณีแรงงานกัมพูชาแห่กลับประเทศ เพราะตกใจและเข้าใจผิดจาก “ข่าวลือ” ว่าทหารจะกวาดล้าง กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 67 มา “สยบข่าว” พร้อมชี้แจงและให้คำแนะนำกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวถึง 9 ข้อ แต่คลื่นมวลมหากัมพูชากลับบ้านก็ดูเหมือนยังไม่สงบนิ่ง

วันก่อนผมและครูผู้เชี่ยวชาญภาษากัมพูชา ซึ่งเคยอาศัยในกัมพูชา กว่า 20 ปี มีโอกาสลงพื้นที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ ซึ่ง จ้างแรงงานชาวกัมพูชาและประสบปัญหาแรงงานหนีกลับบ้าน เพราะหวาดวิตกกับข่าวลือ

คืนนั้นผมพบแรงงานชาวกัมพูชาประมาณ 40 คน ตอนแรกทุกคน ดูตกใจและเกร็งๆ ว่าผมกับครูมาทำอะไรที่โรงงานของเขา และทำไม นายจ้างถึงเรียกแรงงานกัมพูชามารวมกัน แต่พอครูเริ่ม “ฟุดฟิดฟอไฟ” ภาษากัมพูชาเท่านั้น สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป

แรงงานดูเฮฮาขึ้นมาจากเดิม 70%

ครูผู้เชี่ยวชาญเริ่มต้นถามว่า มีปัญหาอะไรกัน ชาวกัมพูชาคนหนึ่งตอบว่า กลัวจะถูกทหารกวาดล้าง ครูพยายามซักต่อไปว่า ทำไมถึงกลัว ชาวกัมพูชาคนนั้นจึงบอกว่า “เห็นภาพการจับกุมมากับตา” แต่เมื่อ พยายามซักไปเรื่อยๆ ก็ได้ความมาในที่สุดว่า...

“เห็นการจับกุมทางโทรทัศน์มากับตา”

นอกจากนี้ ยังมีชาวกัมพูชาหลายคนที่มีจินตนาการล้ำเลิศ กลัวว่า จะโดนทหารจับได้ทุกที่ ตั้งแต่หน้าโรงงาน กลางตลาด ยันไปถึงขณะนอนอยู่ในห้องพัก

เล่ามาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่า 1.เขามีระดับความไว้ใจผู้อื่นต่ำมาก จะสร้างความไว้ใจและเข้าถึงเขาได้ ต้องคุยภาษาเดียวกับเขารู้เรื่องเท่านั้น 2.เขามี “ความคิดสร้างสรรค์” เกี่ยวกับอันตรายที่มาจากอำนาจสูงมาก

สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เขา “มโนแจ่ม” คือ “ความไม่รู้”

จากการสำรวจแรงงานทั้ง 40 คน พบว่าแรงงาน 1 คนจบชั้น ม.6 (เทียบกับไทย) 2 คนจบชั้น ม.4 ที่เหลือส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา และมีอีก 5 คนที่ไม่รู้หนังสือเลย เมื่อส่วนหนึ่งไม่รู้หนังสือทั้งไทยและกัมพูชา สิ่งที่เขาจะจดจำจึงมีเพียงภาพและเสียงที่ได้ยินจากโทรทัศน์เท่านั้น

เหตุการณ์ความไม่รู้นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงในไทยเท่านั้น ยังเกิดขึ้นกับฝั่งครอบครัวของพวกเขาเหล่านี้ในกัมพูชาด้วย เพราะชาวกัมพูชา มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับอำนาจในประเทศตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อความไม่รู้ปะทะความไม่รู้ ความกลัวจึงเกิดขึ้น และก่อเกิดเป็นข่าวลือแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

จากการสำรวจประชากรวัยแรงงานกัมพูชาเมื่อปี 2555 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) พบว่าประชากรวัยแรงงานกัมพูชามีประมาณ 10.74 ล้านคน จบการศึกษาระดับประถมมากที่สุด 40.4% ไม่เคยเรียนหนังสือเลยถึง 15.9% หากเรามองว่าการศึกษาเป็นภูมิคุ้มกัน “ข่าวลือ” อย่างหนึ่ง ก็อาจพูดได้ว่าชาวกัมพูชาจำนวนมากมีภูมิคุ้มกัน ที่ว่าไม่สูงนัก

ผู้ประกอบการทั้งหลายที่จ้างแรงงานชาวกัมพูชา รวมถึงตั้งใจจะ ย้ายฐานไปลงทุนในกัมพูชา จึงควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียน ว่า การจะดูแลแรงงานกัมพูชา ใช้แค่ค่าแรง 300 บาท และสวัสดิการอีกเล็กน้อยคุมไม่ได้ ต้องมี ความเข้าใจ ความไว้ใจ และทักษะสื่อสารภาษาเดียวกับเขา เพื่อให้เข้าถึงเขาด้วย

คสช.อาจช่วยสยบข่าวลือได้ช่วงสั้น แต่ถ้าท่านขาดทักษะทั้ง 3 ในการจัดการเอง ไม่ว่าจะข่าวลือรอบนี้ รอบหน้า หรือรอบไหน เห็นทีคงต้องตัวใครตัวมัน

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย