
โรคต้องห้าม
ตั้งท่าเอาจริงเอาจังกันอีกรอบ
ตั้งท่าเอาจริงเอาจังกันอีกรอบ
หลังเกิดเหตุการณ์โศกสลด หลังผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งเกิดอาการลมชักขณะขับรถ และพุ่งชนเด็กนักเรียนเสียชีวิต 4 ศพ
วันวาน อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นัดถกตัวแทนแพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมาย คือ การเพิ่มโรคต้องห้ามที่ห้ามไม่ให้ทำใบขับขี่ 3 โรค คือ โรคหัวใจ โรคเบาหวานขั้นรุนแรง และโรคลมชัก
อัฌษไธค์ บ่นว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ เพราะมีรายละเอียด และต้องคำนึงว่าจะไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน”
ผลการประชุมจึงจบลงด้วยการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี 3 ฝ่ายมาศึกษาเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน
ว่าก็ว่าเถอะ กรณีเพิ่มโรคต้องห้ามในการทำใบขับขี่มีมาต่อเนื่อง เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ครั้งหนึ่งก็มานั่งถกรื้อกฎเกณฑ์กันทีหนึ่ง
เช่น เมื่อครั้งกรณีหมูแฮม หรือ กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ที่เกิดอาการโรคลมชักกะทันหันและขับรถชนรถเมล์จนมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต น่าจะราวปี 2550 ชัยรัตน์ สงวนชื่อ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกในขณะนั้น เสนอเพิ่มโรคต้องห้ามยาวเป็นหางว่าว
ตั้งแต่ โรคลมชัก หรือบ้าหมู โรคกล้ามเนื้อลีบ กล้ามเนื้อมือเท้าอ่อนแรง มือเท้ากระตุก ความพิการ โรคระบบการมองเห็น เช่น โรคตาบอดสี มองเห็นด้วยตาเพียงข้างเดียว โรคระบบการได้ยิน โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่นๆ อาทิ โรคเบาหวาน
แต่แล้วเรื่องก็เงียบหายไปเป็นไฟไหม้ฟาง เอาจริงซักทีเถอะทั่น..







