
37หุ้นบ้านที่ดินราคาต่ำบุ๊ก
15บริษัทมีโอกาสสูงถูกควบรวมกิจการ 6เหตุจูงใจได้ที่ดิน/เข้าหุ้นทางอ้อม
15บริษัทมีโอกาสสูงถูกควบรวมกิจการ 6เหตุจูงใจได้ที่ดิน/เข้าหุ้นทางอ้อม
ดีบีเอส วิคเคอร์ส เปิดผลวิเคราะห์ 37 หุ้นอสังหาริมทรัพย์มีราคาต่ำหรือเท่าบุ๊ก เป้าถูกซื้อ
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการ (เทกโอเวอร์) ของหุ้นในกลุ่มที่อยู่อาศัย ภาย หลังเกิดควบรวมกิจการในกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่เข้ามายังบริษัท ยูนิเวนเจอร์ (UV) และบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) ส่วนกลุ่มเบียร์สิงห์ ก็เข้ามายังบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (RASA) และบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เฟอร์แฟค (PF) จะแถลงข่าวเรื่องการได้มาสินทรัพย์สัปดาห์นี้
จากการศึกษาหุ้นในกลุ่มนี้ โดยใช้ สมมติฐานว่าบริษัทที่มีสัดส่วนราคาตามมูลค่าบัญชีหรือบุ๊ก (P/BV) ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 1 เท่า ถือว่ายังถูก อาจเป็นเป้าหมายการถูกซื้อกิจการในอนาคต ซึ่งมีโอกาสถึง 15 บริษัทจากการสำรวจทั้งหมด 37 บริษัท
ทั้งนี้ หุ้นที่มี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า เช่น บริษัท ปริญสิริ (PRIN) บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) บริษัท วธน แคปปิตัล (WAT) บริษัท มั่นคงเคหะการ (MK) บริษัท เอคิว เอสเตท (AQ) บริษัท สัมมากร (SAMCO) บริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง (NCH) บริษัท บางกอกแลนด์ (BLAND) บริษัท ปรีชากรุ๊ป (PRECHA) บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) บริษัท ณุศาศิริ (NUSA) บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (MJD) บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) และบริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท (ESTAR)
ในระยะกลางยาวหุ้นเหล่านี้ อาจมีผู้ให้ความสนใจที่จะมาเทกโอเวอร์ได้เพราะราคายังไม่แพงและบางครั้งอาจเกิดในกรณีที่หุ้นนั้นมีผลการดำเนินงานไม่ดี แต่ราคากลับปรับตัวสูงขึ้นเพราะมีข่าวการเป็นเป้าหมายถูกเทกโอเวอร์
“หุ้นที่เป็นเป้าหมายในการซื้อกิจการราคามักปรับตัวขึ้นดีโดยเฉพาะหุ้นที่มีพี/ บีวีต่ำ เพราะนักลงทุนคาดหวังว่าหากมีหุ้นที่เป็นเป้าหมายในพอร์ตก็จะสามารถไปขายให้กับผู้เสนอซื้อหุ้น (เทนเดอร์) ในราคาสูงกว่า เพื่อสร้างผลกำไรได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องเทนเดอร์บางส่วนเพราะลูกค้าจะขายหุ้นไม่ได้ทั้งหมด ต้องแบ่งเป็นสัดส่วนตามการรับซื้อ หรือบริษัทที่ซื้อหุ้นได้ขออนุมัติผู้ถือหุ้น ที่จะไม่มีการทำคำเสนอซื้อ แม้ว่าจะได้ครอบครองหุ้นในสัดส่วนเข้าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดไว้ก็ตาม”
สำหรับผลดีในระยะยาวผู้ซื้อหรือควบรวมกิจการจะมีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ในอนาคตก็ขึ้นกับผลตอบแทนจากการเกิดร่วมมือกัน
บทวิเคราะห์ระบุว่า ในทางกลับกันหุ้นที่มีขนาดใหญ่ในกลุ่มอสังหาฯ พิจารณาจากสินทรัพย์รวมแต่มีฐานะการเงินดีคือมีหนี้น้อยดูจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ และในอนาคตมีโอกาสที่จะเข้าซื้อกิจการได้ เช่น บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และบริษัท บางกอกแลนด์ (BLAND) เป็นต้น
ทั้งนี้ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการควบรวมกิจการมีหลายประการ เช่น 1) การเข้าตลาดหลักทรัพย์ทางอ้อม 2) บริษัทเป้าหมายมีสินทรัพย์ที่ดีแอบแฝงอยู่ เช่น ที่ดินเปล่าในทำเลที่มีศักยภาพสำหรับพัฒนาในอนาคต หรือเงินลงทุนที่มีคุณค่า 3) ชดเชยในสิ่งที่ขาด คือชำนาญแต่บ้านแนว ราบ แต่ไม่ชำนาญคอนโดมิเนียม บริษัทเป้าหมายจึงเป็นบริษัทที่ชำนาญในคอนโดมิเนียม หรือในทางกลับกัน 4) บริษัทเป้าหมายมีธุรกิจการเช่าซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงธุรกิจ เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หรือ ศูนย์การค้า เป็นต้น 5) บริษัทเป้าหมายมีโรงงานผลิตพรีคาสต์ที่ทำให้การส่งมอบสินค้าเร็วขึ้น และมีบุคลากรที่มีประสบการณ์ และ 6)บริษัทเป้าหมายมีผลขาดทุนมากทำให้สามารถนำมาเป็นส่วนประหยัดภาษี
บทวิเคราะห์ยังระบุว่า หุ้นที่มีความได้เปรียบในการควบรวมกิจการดูจากสัดส่วนดีอีต่ำและขนาดสินทรัพย์ ซึ่งจะพบว่ามีหุ้นที่เข้าทั้งสองเกณฑ์นี้ คือ LH PS BLAND บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และเอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP
ทั้งนี้ การซื้อกิจการก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เกิดการประหยัด และดูแลการมีวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน และต้องมีแนวทางการป้องกันการถูกเทกโอเวอร์







