
“หุ้นเช้าปิดบวก 1.95 จุด”
ดัชนีหุ้นช่วงเช้า ปิดที่ระดับ 1,473.80 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.95 จุด หรือ 0.13 % มูลค่าการซื้อขาย 22,547.93 ล้านบาท
ดัชนีหุ้นช่วงเช้า ปิดที่ระดับ 1,473.80 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.95 จุด หรือ 0.13 % มูลค่าการซื้อขาย 22,547.93 ล้านบาท
หุ้นภาคเช้าแกว่งตัวทั้งแนวบวกสลับแดนลบแล้วกลับมาปิดที่ระดับ 1,473.80 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.95 จุด หรือ 0.13 % มูลค่าการซื้อขาย 22,547.93 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่หุ้นที่อยู่ในกระแสข่าว กลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มธนาคารพาณิชย์
บล.บัวหลวง ระบุว่า วันนี้ดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,460 -1,475/1,480 จุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่อยู่ในกระแสข่าวหลักของดัชนี รวมถึงหุ้นในกลุ่มที่มีข่าวบวกรองรับหรือเก็งกำไรหุ้นที่คาดว่าจะมีรายได้ในไตรมาส 2 ออกมาดี
ขณะที่ บล.เคทีซีมิโก้ มองว่า ประเมินแนวต้านไว้ที่บริเวณ 1,485-1,500 จุด หุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 1 ใน 3 ของตลาดรวมบวกขึ้นตามราคาน้ำมันที่ยังคงทำสถิติสูงสุดในรอบ 6-9 เดือนจากเหตุการณ์ความรุนแรงประเทศอิรัก ซึ่งทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย จากมูลค่านำเข้าพุ่งขึ้น และกดค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต่อไป รวมถึงเป็นผลลบต่อผู้ใช้น้ำมันดิบในปริมาณสูง เช่น ขนส่ง รับเหมาฯ
ขณะที่ประเด็นบวกจากการเสนอแผนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาทเพื่อรอการพิจารณาของ คสช. (คาดรู้รายละเอียดในสัปดาห์นี้) รวมถึงการทำกำไรก่อนปิดงบไตรมาส 2 ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นไทยมีจำกัดใน 1-2 สัปดาห์นี้ ทั้งนี้ เราคาดว่า โครงการส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นและมีโอกาสที่จะได้รับความเห็นชอบให้เดินหน้า เช่น โครงการรถไฟรางคู่ โครงการพัฒนาระบบคมนาคมระหว่างเมือง เป็นต้น ซึ่งคาดจะมีการเก็งกำไรกลับเข้ามาในหุ้นรับผลบวกโครงการรัฐ นอกเหนือไปจากหุ้นในกลุ่มรับเหมาที่เก็งกำไรมาก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะทรงตัว เพื่อรอพัฒนาการในอิรักและรอผลการประชุมเฟดในช่วงกลางสัปดาห์นี้ ปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนรอฟังผลการประชุมเฟด ในวันพุธนี้ ทั้งนี้ ตลาดคาดเฟดจะยังคงลดขนาดมาตรการคิงอีต่อเนื่องอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาความรุนแรงในอิรัก โดยที่วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบปิดทรงตัว ทั้งนี้ประเด็นนี้ยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเป็นลบต่อกลุ่มสายการบิน แต่สำหรับไทยจะเป็นผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
TRUE มูลค่าการซื้อขาย 2,013 ล้านบาท ปิดที่ 9.35 บาท เพิ่มขึ้น 0.65 บาท (+7.47%)
PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 1,259 ล้านบาท ปิดที่ 165.00 บาท ลดลง 2.00 บาท (-1.20%)
ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 939 ล้านบาท ปิดที่ 225.00 บาท ลดลง 4.00 บาท (-1.75%)
CPALL มูลค่าการซื้อขาย 817 ล้านบาท ปิดที่ 47.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท (+1.62 %)
PF มูลค่าการซื้อขาย 816 ล้านบาท ปิดที่ 1.47 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท (+2.80%)







