posttoday
แผนปฏิรูปกฎหมายและภาษีแบบเร่งด่วน (Fast Track) (2)

แผนปฏิรูปกฎหมายและภาษีแบบเร่งด่วน (Fast Track) (2)

17 มิถุนายน 2557

การปฏิรูปภาษีเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณาใช้มาตรการแบบ Fast Track ต่อเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐบาลและสภานิติบัญญัติ แล้วก็สามารถนำประกาศดังกล่าวมาเพื่อให้สภานิติบัญญัติพิจารณาปรับปรุงการปฏิรูปภาษีให้สมบูรณ์ โดยแบ่งเรื่องใดเป็นมาตรการเร่งด่วน มาตรการระยะกลาง และมาตรการระยะยาวที่จะต้องดำเนินการ เพราะการปฏิรูปในเรื่องอื่นๆ จะทำไม่ได้เลยหากรัฐบาล ไม่มีรายได้มาลงทุนและนำรายได้มาพัฒนาประเทศเหตุผลที่ต้องให้มีการปฏิรูปภาษีแบบระบบ Fast Track มีดังนี้1.ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิรูปภาษีใหม่เลยนับตั้งแต่ปี 2481 (จนถึงปัจจุบัน 76 ปีที่ผ่านมา) โดยเฉพาะในช่วงประชาธิปไตยเต็มใบ ด้วยเหตุผลที่ไม่มีรัฐบาลใดกล้าที่จะปฏิรูปภาษีโดยการตรากฎหมายที่จะกระทบฐานเสียงของตนเอง และอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของบรรดานักการเมืองเอง ดังนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นการแก้ไขเป็นเรื่องการแก้ไขตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละยุค ถ้าเปรียบเทียบโครงสร้างภาษีกับบ้านก็คือ ที่ผ่านมาเราเพียงแต่คอยซ่อมแซมปะผุบ้านทีละจุด ทั้งๆ ที่บ้านของเราควรต้องรื้อแล้วสร้างใหม่ ดังเช่นการปฏิรูปภาษีนั่นเอง แม้แต่การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เมื่อปี 2535 ซึ่งอาจถือว่าเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งข

การปฏิรูปภาษีเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณาใช้มาตรการแบบ Fast Track ต่อเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐบาลและสภานิติบัญญัติ แล้วก็สามารถนำประกาศดังกล่าวมาเพื่อให้สภานิติบัญญัติพิจารณาปรับปรุงการปฏิรูปภาษีให้สมบูรณ์ โดยแบ่งเรื่องใดเป็นมาตรการเร่งด่วน มาตรการระยะกลาง และมาตรการระยะยาวที่จะต้องดำเนินการ เพราะการปฏิรูปในเรื่องอื่นๆ จะทำไม่ได้เลยหากรัฐบาล ไม่มีรายได้มาลงทุนและนำรายได้มาพัฒนาประเทศ

เหตุผลที่ต้องให้มีการปฏิรูปภาษีแบบระบบ Fast Track มีดังนี้

1.ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิรูปภาษีใหม่เลยนับตั้งแต่ปี 2481 (จนถึงปัจจุบัน 76 ปีที่ผ่านมา) โดยเฉพาะในช่วงประชาธิปไตยเต็มใบ ด้วยเหตุผลที่ไม่มีรัฐบาลใดกล้าที่จะปฏิรูปภาษีโดยการตรากฎหมายที่จะกระทบฐานเสียงของตนเอง และอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของบรรดานักการเมืองเอง ดังนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นการแก้ไขเป็นเรื่องการแก้ไขตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละยุค ถ้าเปรียบเทียบโครงสร้างภาษีกับบ้านก็คือ ที่ผ่านมาเราเพียงแต่คอยซ่อมแซมปะผุบ้านทีละจุด ทั้งๆ ที่บ้านของเราควรต้องรื้อแล้วสร้างใหม่ ดังเช่นการปฏิรูปภาษีนั่นเอง แม้แต่การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เมื่อปี 2535 ซึ่งอาจถือว่าเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศก็เป็นช่วงรัฐบาลนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน จากคณะ รสช. ในอดีตที่ผ่านมากว่า 10 ปี ผมได้เคยเขียนเสนอให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย ที่มีเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติเพียงพอที่จะผลักดันผ่านกฎหมายภาษี หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด จึงยากที่จะรอพรรคการเมืองเข้ามาปฏิรูปภาษีของประเทศได้
2.ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยมีมากขึ้น ไม่ว่าจากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติกับสภาพัฒน์ ซึ่งต่างกันเกือบ 1 ล้านล้านบาท และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของไทยอยู่เกือบอันดับสุดท้ายของโลก (อันดับที่ 162) ทั้งนี้ผมขอให้นำผลการศึกษาของสถาบันอนาคตไทยศึกษาที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธาน ที่ปรากฏในบทความเรื่อง "8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย" มาพิจารณามาตรการการปฏิรูปภาษี เป็นทางหนึ่งที่จะลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เพื่อให้มาตรการภาษีที่สร้างความเป็นธรรม รวมถึงการลดช่องว่างโดยการเก็บภาษีเงินได้จากภาษีใหม่ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือภาษีอื่นให้มากขึ้น 

3.สถานะการคลังของประเทศกำลังมีปัญหา รัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้มาเพิ่ม เพราะปัจจุบันมีผู้ที่เสียภาษีอยู่ในระบบน้อยมากๆ และยังมีผู้หนีภาษีอยู่มาก จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีที่ทำให้ผู้อยากเสียภาษีรู้สึกว่าอัตราภาษีไม่สูงเกินไปและเป็นธรรม ทั้งนี้รัฐบาลไม่นำเงินภาษีไปใช้จ่ายในโครงการที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้

โจทย์ที่สำคัญ คือ ประเทศไทยจะหามาตรการการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีให้มากขึ้นได้อย่างไร

ข้อมูลจากทางการ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และธนาคารโลก) ที่พบว่าระบบแรงงานไทยมีกว่า 35 ล้านคน จากประชากรกว่า 70 ล้านคน มีมนุษย์เงินเดือน 5.5 ล้านคน และอาชีพอิสระ หรือผู้ประกอบการค้า (รายย่อยๆ อีก 21 ล้านคน) ซึ่งประเทศไทยน่าจะมีผู้เสียภาษี 26.5 ล้านคน มีผู้ยื่นเสียภาษีปี 2556 ในปี 2557 (ภ.ง.ด.90/91) เพียง 10 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเพิ่มเพียง 2 ล้านคน และภาษีนิติบุคคลมีผู้เสียภาษีราว 1 แสนนิติบุคคล (ทั้งๆ ที่นิติบุคคลมีกว่า 3 แสน) 

ผมเห็นว่าประเทศไทยต้องมีอัตราภาษีที่เป็นธรรมและส่งเสริมสมรรถภาพการแข่งขันของภาคเอกชนในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยจะมีการเปิดตลาดเออีซี ที่สมาชิกของเออีซีและผู้ประกอบการสามารถทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า และบริการ ไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย ดังนั้นการพิจารณาลดอัตราภาษีในอัตราที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้มีการค้าการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น และจะทำให้ผู้คิดจะหนีภาษีไม่อยากทำเพราะ ไม่คุ้ม รวมทั้งกฎหมายภาษีต้องง่ายในการปฏิบัติ และรัฐควรให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีเป็นการตอบแทน กรณีมีการปฏิรูปภาษีในอัตราที่เหมาะสม 

4.ปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีปัญหาการหนีภาษีและทำบัญชี 2 เล่ม อันเป็นผลเนื่องจากในอดีตประเทศไทยมีอัตราภาษีที่สูง รวมทั้งการทุจริตร่วมกันของผู้เสียภาษีกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทำให้รายได้เก็บได้ต่ำกว่าที่ควรเป็น แม้ปัจจุบันมีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% เงินปันผลอีก 10% (ภาษีสุทธิรวมจึงเป็น 28%) และบุคคลธรรมดาอัตราสูงสุด 35% ผมเสนอว่าอัตราภาษีที่บริษัทสมควรจ่ายจะเป็น 20% และเก็บภาษีเงินปันผลเพียง 5% จากเดิม 10% โดยยกเลิกการเครดิตภาษี จะทำให้อัตราภาษีสุทธิของบริษัทเป็น 24% แม้จะสูงกว่าสิงคโปร์ก็ไม่มาก ทั้งนี้ อัตราภาษีอาจกำหนดขั้นบันไดของภาษีนิติบุคคลเอสเอ็มอี เช่น หากกำไรที่ไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้เรียกเก็บตามขั้น บันไดเริ่มจาก 5-15% และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือสูงสุด 25% และเมื่อมีการลดและปฏิรูปภาษีแล้ว รัฐบาลควรออกกฎหมายยกเว้นไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังผู้ที่เสียภาษีครบถ้วนในปีภาษี 2557 รวมทั้งขยายเวลาให้ผู้เสียภาษีที่เสียภาษีไม่ครบ ยื่นเสียภาษีเพิ่มสำหรับปี 2555-2556 โดยไม่เรียกเก็บเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

หากประเทศไทยมีอัตราภาษีเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมชัดเจน ก็จะทำให้มีบุคคลและนิติบุคคลเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น รวมทั้งบุคคลเหล่านี้ต่างก็ยินดีที่จะปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ถูกตรวจสอบย้อนหลัง ก็ย่อมจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนได้ ประเทศก็จะได้ประโยชน์จากความอยู่รอดของเอสเอ็มอี และนอกจากนั้นประชาชนที่เสียภาษีโดยถูกต้องก็ควรจะสามารถได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ (ขอให้ดู บทความที่ผมเขียน "ทำไมต้องปฏิรูปภาษีเงินได้ : ศึกษาต้นทุนภาษีของไทย) ทั้งนี้เมื่อมีการลดและขยายเวลาการปรับปรุงการเสียภาษีแล้ว ควรจะมีบทลงโทษผู้หนีภาษีอย่างเคร่งครัดและรุนแรงทั้งทางแพ่งและทางอาญา

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน