
เศรษฐกิจครึ่งหลังฟื้น หนุนปีหน้าโตสูง
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจปีนี้คงเติบโตไม่สูง แต่ไม่ถือว่าแย่ โดยแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีสัญญาณ ทิศทางที่ดีขึ้น และจะโตได้สูงขึ้นในปีหน้า
ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ ต่ำกว่า 2.7% ต่อปี แต่จะทบทวนอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 18 มิ.ย. และจะประกาศในวันที่ 27 มิ.ย.นี้
ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดี ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นมากนัก ประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตได้ 2-3% ต่อปี และในปีนี้จะทำให้ปีหน้าจะโตสูง 5%
ขณะที่นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่าปีนี้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโตกว่า 1.8% ที่ประมาณการไว้เดิม เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจมีทิศทางดีขึ้น
คลังระดมพลรีดภาษี
นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร ได้เรียกเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทุกระดับชั้นมารับฟังนโยบาย โดยให้สรรพากรพื้นที่เข้มงวดตรวจสอบใบกำกับภาษีปลอม หากพบว่ามีความผิดพลาดเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องรับผิดชอบ
นอกจากนี้ กรมได้ปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้กำกับดูแลผู้เสียภาษีอย่างใกล้ชิด โดยนำระบบ GIS (Geographic Information System) มาพัฒนาใช้งานร่วมกับฐานข้อมูลสารสนเทศ เพื่อสุ่มตรวจการเลี่ยงภาษีของผู้ประกอบการ โดยการปฏิรูปโครงสร้างภาษีใหม่จะต้องป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษีต้องมีความโปร่งใส
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า แผนการปฏิรูปภาษีของกรมสรรพสามิตที่เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 7 ฉบับ มารวมไว้เป็นฉบับเดียว สาระสำคัญ ได้แก่ วิธีขั้นตอนการเก็บ บทลงโทษผู้เสียภาษีไม่ถูกต้อง และการกำหนดฐานราคาการเก็บภาษี
ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายจะมีการเสนอให้คิดจากราคาขายปลีกทั้งหมดทุกรายการ ซึ่งน่าจะทำให้เก็บได้เพิ่มขึ้นและยังสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตสินค้าในประเทศและผู้นำเข้า ที่ผ่านมามีปัญหาสำแดงราคานำเข้าต่ำ ทำให้เสียภาษีน้อย ขายสินค้าได้ถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ
หั่นสิทธิบอร์ดบินไทย-รัฐวิสาหกิจ
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 1 เพื่อขับเคลื่อนราชการแผ่นดิน ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ได้สั่งให้หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจไปพิจารณาดำเนินการตัดสิทธิประโยชน์ที่ไม่เป็นผลตอบแทนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งออก เพื่อลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ โดยเริ่มจากบริษัท การบินไทย เป็นอันดับแรก เช่น ตัดสิทธิการขึ้นเครื่องบินฟรีของคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่ให้บินฟรีถึงปีละ 20 ที่นั่ง
คสช.ยังได้สั่งการให้กระทรวงการคลังทำข้อมูลผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ส่วนเกินที่กรรมการรัฐวิสาหกิจไม่ควรได้ และรายงานให้ คสช.รับทราบ เพื่อพิจารณาลดผลประโยชน์ของกรรมการที่ไม่ควรได้ลง โดยมีการพบว่า ธนาคารกรุงไทยและบริษัท ปตท. จะได้ผลตอบแทนปีละ 3-10 ล้านบาท/คน นอกจากนี้บริษัท ปตท.ยังมีบริษัทลูกจำนวนมาก และพบว่าบริษัทลูกบางแห่งจ่ายผลตอบแทนให้กรรมการสูงกว่าบริษัท ปตท.ด้วยซ้ำ แต่กระทรวงการคลังไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ
เอดีบีหวั่นไทยสู้อาเซียนไม่ได้
แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นภายหลังมีแผนโรดแมปจาก คสช. แต่ทางธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย แถลงว่า เอดีบีจะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยครั้ง ต่อไปในเดือน ต.ค. จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.9% ซึ่งเป็นประมาณการเดิมเมื่อเดือน มี.ค. แต่ปรากฏว่าจีดีพีไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาดไว้พอสมควรจึงต้องมีการทบทวน โดยมีจุดอ่อนสำคัญคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก นอกจากนี้ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสไปพอสมควร เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ เห็นได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นในอาเซียนสูงกว่าไทยมาก
ด้าน นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยังคงเป้าหมายค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ที่ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ แนวโน้มอ่อนค่าลงและเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกของไทย







