
ไทยสู้อาเซียนไม่ได้
เอดีบีจ่อลดจีดีพีไทย หลังไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาดมาก ชี้จุดอ่อนคือความสามารถแข่งขัน
เอดีบีจ่อลดจีดีพีไทย หลังไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาดมาก ชี้จุดอ่อนคือความสามารถแข่งขัน
นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย กล่าวว่า เอดีบีจะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยครั้ง ต่อไปในเดือน ต.ค. จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.9% ซึ่งเป็นประมาณการเดิมเมื่อเดือน มี.ค. แต่ปรากฏว่าจีดีพีไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาดไว้พอสมควรจึงต้องมีการทบทวน อย่างไรก็ตาม เอดีบีอยู่ระหว่างติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจหลังจากมีรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. และผลการกระตุ้นเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเป็นข้อมูลปรับจีดีพีต่อไป
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ขยับขึ้น ตั้งแต่มีการจ่ายเงินชาวนา และการประกาศว่ายังให้ความสำคัญกับต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งการจัดทำงบประมาณปี 2558 ก็เป็นปัจจัยสำคัญจากภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสไปพอสมควร เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ เห็นได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นในอาเซียนสูงกว่าไทยมาก และหวังว่าอนาคตจะดีขึ้นเมื่อเหตุทางการเมืองนิ่ง
“ไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นช่วยหนุนการส่งออกฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ แต่ที่ต้องจับตา คือ ประเทศคู่แข่งมีการขยายตัวของการส่งออกมากกว่าไทย สะท้อนว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สู้ไม่ได้ ผู้ส่งออกจึงต้องปรับตัวเพิ่มเติม” นางลัษมณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การบริโภคในประเทศขยายตัวได้ค่อนข้างจำกัด เพราะแม้ความมั่นใจจะฟื้นขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ซึ่งเป็นผลเสียสำคัญของนโยบายประชานิยม จึงหวังว่าจะไม่มีการกระตุ้นการบริโภคแบบปลอมๆ อีก ส่วนการลงทุนในประเทศยังต้องอาศัยการลงทุนภาครัฐเป็นตัวนำ แล้วการลงทุนภาคเอกชนจะตามมา
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยังคงเป้าหมายค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ที่ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ แนวโน้มอ่อนค่าลง และเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกของไทย
“ทิศทางเงินบาทอ่อนค่าจะถูกยืดออกไปจากปัจจัยภายนอก ที่ธนาคารกลางยุโรปนำนโยบายดอกเบี้ยเงินฝากติดลบมาใช้ และมีแผนยกเลิกการดูดสภาพคล่อง 2 แสนล้านยูโร ซึ่งเหมือนมาตรการคิวอีโดยปริยาย ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐคงเลื่อนการยกเลิกคิวอีและทำให้การขึ้นดอกเบี้ยต้องเลื่อนไปเป็น พ.ย.-ธ.ค. 2558 ทำให้เงินทุนที่จะไหลออกจากไทยเลื่อนออกไป” นายกอบสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2% ตลอดปีนี้ เพราะยังจำเป็นที่ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยผ่อนคลาย เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของสถาบันการเงินกำลังเข้าสู่ระดับสมดุลที่ 95-96% จากที่ปรับสูงขึ้นมากก่อนหน้านี้ เพราะผู้บริโภคก่อหนี้สูงจากนโยบายประชานิยม







