
รัฐวิสาหกิจสื่อสาร
กิจการโทรคมนาคมของประเทศกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบการออกใบอนุญาตตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดไว้ ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างตามมา โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจทางด้านโทรคมนาคม ทั้งบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งพัฒนามาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทีโอที) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งพัฒนามาจาก การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ในฐานะที่เคยเป็นผู้ครอบครองคลื่นความถี่โทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น 850 MHz (กสท.), 900 MHz (ทีโอที), 1800 MHz (กสท.) และ 2100 MHz (ทีโอที)
กิจการโทรคมนาคมของประเทศกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบการออกใบอนุญาตตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดไว้ ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างตามมา โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจทางด้านโทรคมนาคม ทั้งบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งพัฒนามาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทีโอที) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งพัฒนามาจาก การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ในฐานะที่เคยเป็นผู้ครอบครองคลื่นความถี่โทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น 850 MHz (กสท.), 900 MHz (ทีโอที), 1800 MHz (กสท.) และ 2100 MHz (ทีโอที)
บทบาทของรัฐวิสาหกิจทางด้านสื่อสารโทรคมนาคม แต่เดิมที่เราทราบกันดีก็คือ นำทรัพยากรที่ตนเองครอบครองออกให้เอกชนใช้ประโยชน์ โดยรัฐวิสาหกิจได้รับค่าตอบแทนเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากเอกชนในรูปแบบค่าสัมปทาน ทำให้ที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจเองมักไม่ค่อยได้มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการแก่ประชาชนได้เทียบเท่ากับบริษัทเอกชน แต่ในปัจจุบันอันเป็นช่วงเวลาที่สัญญาสัมปทานระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ถือครองคลื่นความถี่กับบริษัทผู้ให้บริการในฐานะคู่สัญญาสัมปทานเริ่มทยอยสิ้นสุดลง
จนเป็นที่คาดหมายกันว่ารัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารทั้งสองที่จะต้องขาดรายได้ค่าสัมปทานจากที่เคยได้มาตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรต่างพยายามที่จะปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการหารูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ที่จะเป็นตัวสร้างรายได้ แต่อาจกล่าวได้ว่าจนถึงขณะนี้รัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารทั้งสององค์กรก็ยังไม่สามารถที่จะหาบทบาทที่ชัดเจนของตนได้ว่าจะยืนอยู่ที่จุดไหน และมีบทบาทอย่างไร หลังจากที่สัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ฉบับสุดท้ายจะสิ้นสุดลงในระยะเวลาอีกไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้
หากพิจารณาเปรียบเทียบการปรับตัวของรัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารระหว่างทั้งสององค์กรข้างต้น กับองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท. หรือ MCOT) แล้ว จะพบว่าในปัจจุบันถือว่า อสมท.ประสบความสำเร็จในการปรับองค์กร ตลอดจนบทบาทภาระหน้าที่ของตนเองก่อน กสท. และทีโอที เป็นเวลาหลายปี จนในขณะนี้ อสมท. สามารถกำหนดบทบาทของตนเองได้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าจะยืนอยู่ที่จุดไหนของความเปลี่ยนแปลง นับแต่การถูกแปรสภาพมาเป็นองค์กรมหาชน
แต่สำหรับ กสท. และทีโอที ในฐานะที่ยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจ กลับพยายามลงมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นบนสนามแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการที่จะเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 900 MHz ที่จะมีขึ้นภายในปีนี้ ซึ่งต้องพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเห็นได้ชัดว่า ทั้ง กสท. และทีโอที ไม่มีรายได้เป็นของตนเองเหมือนครั้งที่ยังอยู่ในระบบสัมปทาน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่หากทั้งสององค์กรเข้าประมูลก็จะต้องใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน
ยิ่งเมื่อ กสท.และทีโอทีชนะการประมูล เงินงบประมาณแผ่นดินที่นำมาใช้ประมูลต้องถูกนำไปจ่ายให้แก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐอีกเช่นกัน และ กสทช.ก็ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เข้าทำนองอัฐยายซื้อขนมยาย คณะกรรมการ กสทช.จะสามารถกล่าวอย่างเต็มปากได้อย่างไร ว่าเป็นรายได้จากการประมูลที่เกิดขึ้นมาจากการแข่งขันสู้ราคากัน เพราะจะเป็นเรื่องที่นำเงินงบประมาณแผ่นดินมาประมูลสู้ราคา และเงินนั้นก็กลับกลายมาเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินอีกครั้ง โดยไม่ได้เป็นรายได้ใหม่ที่เข้ากระทรวงการคลัง
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คงเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าทั้งทีโอที และ กสท. ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาภายในองค์กรตนเองได้ ในขณะที่เวลาเหลือน้อยลงทุกวัน ซึ่งเหลือเพียงหนทางเดียว นั่นคือการใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้ทำการปฏิรูปโครงสร้างของทั้งสององค์กร และกำหนดบทบาทภาระหน้าที่ให้ชัดเจน ภารกิจครั้งนี้มีความสำคัญที่อาจจะต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง







