
แนวโน้มลงทุนญี่ปุ่นฟื้นแนะเอสเอ็มอีไทยรีบหาคู่ค้า
การเมืองไทยหลังยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มเห็นแนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
การเมืองไทยหลังยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มเห็นแนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น ผ่านสายตาของ “รังสรรค์ เลิศในสัตย์” คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น ที่เห็นความเคลื่อนไหวของนักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มคึกคักขึ้น
กล่าวถึงภาพรวมบรรยากาศการลงทุนของนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทยต่อจากนี้ไปว่า เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะได้รับผลดีจากการที่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น และไม่มีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นที่จะกลับมาลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่อง รวมทั้งนักลงทุนญี่ปุ่นไม่มีความกังวลกับเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศ
เห็นได้จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาในไทย และเข้ามาที่สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น เพื่อดูงานในด้านต่างๆ โดยไม่มีความกังวลกับ สถานการณ์ในไทย แต่มีกลุ่มที่ชะลอการเดินทางมาไทยคือ นักท่องเที่ยว เพราะประกาศเคอร์ฟิว ส่งผลให้นักลงทุนมีความกังวลว่าจะเดินทางไม่สะดวก จึงอยากให้มีการเลิกเคอร์ฟิวโดยเร็วที่สุด เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัว
ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีจากประเทศญี่ปุ่น ในกลุ่มภาคการผลิต ยังมีความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยและจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยขนาดกลาง ในจำนวนสูงอยู่ ซึ่งการมาลงทุนของญี่ปุ่นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยมากนัก เพราะสามารถเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยี และการผลิตให้แก่ ผู้ประกอบการไทย
“การทำธุรกิจนั้น สิ่งสำคัญคือ การร่วมมือหาพันธมิตรทางธุรกิจจะดีที่สุด จะช่วยเพิ่มโอกาสการแข่งขัน และการค้าในระยะยาว”
รังสรรค์ แนะนำว่า เอสเอ็มอีไทย จึงต้อง ปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ อย่ามองว่า การเข้ามาของกลุ่มเอสเอ็มอีจากประเทศญี่ปุ่นจะเข้ามาแข่งขัน ซึ่งเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีจุดเด่นด้านเทคโนโลยี การผลิต เงินทุน และมีเครือข่ายทางธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะเงินทุน ที่อัตราดอกเบี้ยจากการกู้เงินในประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในระดับต่ำ อัตรา 3% แตกต่างจากไทย อยู่ในระดับสูง 89%
ขณะที่เอสเอ็มอีไทย มีจุดเด่นด้านแรงงาน ตลาด และทักษะฝีมือแรงงาน หากมีการส่งเสริมร่วมมือกันให้สำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่อเอสเอ็มอีไทย ที่ผ่านมา สาเหตุที่การร่วมมือระหว่างเอสเอ็มอีไทยและญี่ปุ่น ดำเนินการได้ไม่ประสบความสำเร็จ มาจากความไม่เข้าใจ ความไม่เชื่อใจกัน และการแบ่งอำนาจด้านบริหารงานที่ไม่ลงตัว ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมองการลงทุนในระยะยาว แต่นักลงทุนไทยจะมองการลงทุนระยะสั้น
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพของบริษัทไทยที่ร่วมมือกับญี่ปุ่น และประสบความสำเร็จสูงมาก คือ เครือสหพัฒน์ ดังนั้นจึงต้องมีการส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีไทยกับเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีเอสเอ็มอีญี่ปุ่นอยู่ในไทยประมาณ 6,000 ราย ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีเอสเอ็มอีในประเทศรวมกว่า 5 ล้าน กิจการ หากไปสำรวจถึงภาพรวมการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย ก็ให้ความสำคัญกับประเทศไทยสูงสุดเช่นกัน เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน
ในช่วงที่ผ่านมา องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) มีการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นพบว่า สิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดคือ 1. ให้เกิดความมั่นคงและมีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทยมากที่สุด 2.การดูแลเรื่องระบบภาษีศุลกากร 3.การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค และ 4. การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัย
สำหรับความคิดเห็นต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ส่วนใหญ่นักลงทุนญี่ปุ่นมองว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ในสัดส่วน 60% มีความเชื่อมั่นว่าจะมีกำไรในการประกอบธุรกิจ สัดส่วนสูงถึง 80% และส่วนใหญ่สัดส่วน 60-70% จะลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นและลงทุนต่อเนื่อง รวมทั้งเชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายการส่งออกเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 40% โดยตลาดหลักในการส่งออกคือ อาเซียน
เป็นอีกหนึ่งเสียงเพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในประเทศไทยต่อจากนี้ไป ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น มีความหวัง ประเทศไทยยังมีอนาคต สุดท้ายจะทำให้เอสเอ็มอีไทยตระหนักได้ว่า เอสเอ็มอีญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนจากคู่แข่ง เป็นคู่ร่วมธุรกิจได้เสมอ “ได้พูดคุยสอบถามนักลงทุนญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่น พบว่า ไม่มีความกังวลกับเหตุการณ์รัฐประหารในไทย เพราะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีความคุ้นเคยกับสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างดี ดังนั้น จึงไม่มีแผนเปลี่ยนใจไปจากประเทศไทย และจะไม่ทิ้งประเทศไทยอย่างแน่นอน” รังสรรค์ กลาว







