posttoday
วัดใจ"คสช."ทุบโต๊ะลดราคาน้ำมัน

วัดใจ"คสช."ทุบโต๊ะลดราคาน้ำมัน

09 มิถุนายน 2557

เป็นประเด็นร้อนสืบเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะการตั้งกองทุนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เป็นประเด็นร้อนสืบเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะการตั้งกองทุนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เป้าหมายสำคัญของผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ การทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงมาบ้าง จากการยกเลิกอัตราการจัดเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ำมันฯ

นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดที่เกิดขึ้นในกระแสสังคมขณะนี้ จากก่อนหน้านี้เครือข่ายปฏิรูปพลังงานได้ผลักดันทุกวิถีทางที่จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับลดลง ช่วยเหลือค่าครองชีพคนไทย

ความตั้งใจในการหาแนวทางเพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันเป็นเรื่องที่ดีก็จริง และจากกลไกที่มีอยู่สามารถทำได้ 3 ทาง แต่ทุกทาง คสช.ต้องทุบโต๊ะภายใต้ความกดดันและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

นั่นคือ 1.การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศบางชนิดจะปรับลดลงทันทีจากการยกเลิกอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ แต่ราคาน้ำมันบางชนิดจะต้องปรับขึ้นเช่นกัน เพราะการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เหมือนกับการโยกเงินจากกระเป๋าซ้ายไปใส่ในกระเป๋าขวานั่นเอง

ข้อมูลของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือ สบพน. ระบุว่า ประเภทน้ำมันที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้แก่ เบนซิน 95 จัดเก็บอยู่ 10 บาทต่อลิตร หรือคิดเป็นเงินนำส่ง 14.5 ล้านบาท/ วัน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 จัดเก็บอยู่ 3.30 บาท/ลิตร คิดเป็นเงินนำส่ง 24.67 ล้านบาท/วัน และดีเซลจัดเก็บอยู่ 0.25 บาท/ลิตร เงินนำส่ง 14.76 ล้านบาท/วัน

ในขณะที่น้ำมันอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นพลังงานทดแทน จำเป็นต้องใช้เงินกองทุนเข้าไปชดเชยราคาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้น้ำมัน เช่น แก๊สโซฮอล์ อี20 อัตราชดเชยอยู่ที่ 1.05 บาท/ลิตร หรือต้องคิดเป็นเงินชดเชย 3.44 ล้านบาท/วัน และแก๊สโซฮอล์ อี85 ชดเชยราคาอยู่ที่ 11.60 บาท/ลิตร หรือคิดเป็นเงินชดเชย 7.8 ล้านบาท/วัน

ดังนั้น ข้อดีของการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ที่เห็นได้ชัด คือ ราคาขายปลีกน้ำมันบางประเภทจะลดลง แต่ราคาแก๊สโซฮอล์ อี20 และ อี85 ต้องปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้นโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนเป็นหมัน

เช่นเดียวกัน กองทุนน้ำมันฯ ยังมีภาระต้องอุดหนุนก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ทั้งภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง ณ โรงแยก ซึ่งตรึงราคา 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน เทียบกับราคาตลาดโลกที่อยู่ที่ 700800 เหรียญ สหรัฐ/ตัน หากยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ วันนี้ ราคา แอลพีจีครัวเรือนจะพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ผลที่ตามมาคือ ค่าครองชีพจะถีบตัวสูงทันที เห็นได้จากก่อนหน้านี้ที่มีการทยอยปรับราคาแอลพีจีครัวเรือน 50 สตางค์/กก. ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งพรวดทุกเดือนจน คสช.ต้องสั่งตรึงราคา

ทางเลือกที่ 2 คือ การลดอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีน้ำมันแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน แต่สิ่งต้องที่พึงระวัง คือ การลดภาษีจะกระทบกับรายได้ของภาครัฐ ซึ่งมีบทเรียนมาแล้วจากการลดอัตราภาษีสรรพสามิตดีเซลลง 5 บาท/ลิตร ส่งผลให้สูญเสีย รายได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท ทำให้แต่ละปีรัฐสูญรายได้กว่า 1 แสนล้านบาท

ที่สำคัญ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นทางเลือก ที่เป็นไปได้ยากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา รายได้ภาษีบริโภค นิติบุคคล ลดลงฮวบฮาบ จนมีทีท่าว่างบประมาณปี 2557 จะปิดหีบไม่ลง

และทางเลือกที่ 3 การกดดันให้ผู้ค้าน้ำมันลดค่าการกลั่นน้ำมันลงเพื่อกดราคาขายปลีกให้ต่ำลง แต่ก็มีคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ในภาวะที่ธุรกิจโรงกลั่นและน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดการค้าเสรี และในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลทำได้เพียง “ขอความร่วมมือ”

“ราคาน้ำมันควรจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ยกเว้นเกิดวิกฤตน้ำมันก็สามารถใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปดูแลได้ เพราะการที่ให้ราคาน้ำมัน ถูกลงจะไม่ก่อให้เกิดพฤติกรรมประหยัด สังเกตได้จากราคาดีเซลที่ถูกตรึงไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท มาโดยตลอด ส่งผลให้ยอดการใช้ขยายตัวสูงขึ้น ต่อเนื่องจากเมื่อปี 2555 ยอดใช้ดีเซลอยู่ที่ 52 ล้านลิตร/วัน ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 59 ล้านลิตร” มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ระบุ

มนูญ เห็นว่า ควรคงกองทุนน้ำมันฯ เอาไว้ แต่ลดบทบาทลง และไม่ควรนำเงินไปอุดหนุนราคาพลังงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำมัน เพราะถือว่าผิดหลักการ

งานนี้คงต้องวัดใจ คสช.จะมีมุมมองในเรื่องพลังงานแบบไหน ท่ามกลางข้อเสนอจากหลากหลายกลุ่ม ก่อนตัดสินใจกำหนดนโยบายพลังงานในทิศทางที่เหมาะสมกับไทยมากที่สุด โดยมีกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่จับจ้องตาไม่กะพริบ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน