
เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงหรือไม่?
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสหภาพยุโรปซึ่งเป็นลูกค้าส่งออกของไทยมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 9.8 โดยธนาคารกลางของยุโรป หรืออีซีบี ได้ประกาศดอกเบี้ยติดลบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะเวลาหนึ่งวัน จากเดิมร้อยละศูนย์เป็นติดลบร้อยละ 0.1
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสหภาพยุโรปซึ่งเป็นลูกค้าส่งออกของไทยมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 9.8 โดยธนาคารกลางของยุโรป หรืออีซีบี ได้ประกาศดอกเบี้ยติดลบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะเวลาหนึ่งวัน จากเดิมร้อยละศูนย์เป็นติดลบร้อยละ 0.1
คือ นอกจากไม่ได้ดอกเบี้ยเงินฝากแถมยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเงินฝากให้อีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ธนาคารกลางของยุโรปประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ เหตุผลเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้ให้กับภาคธุรกิจ
เนื่องจากปัจจุบันแนวโน้มที่จะเกิด คือ ปัญหาเงินฝืดมีค่อนข้างสูง เพราะภาคครัวเรือนของหลายประเทศในสหภาพยุโรปมีปัญหาสภาพคล่อง การว่างงานยังอยู่ในระดับที่สูง สะท้อนจากประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของอียู การว่างงานในไตรมาสแรกของปี 2557 ยังทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 9.7 มีคนว่างงานสูงถึง 2.8 ล้านคน
แสดงให้เห็นว่ามาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปยังไม่ค่อยเห็นผลเพราะเศรษฐกิจยังอยู่ในสภาวะซบเซา มีเพียงประเทศเยอรมนีเท่านั้นที่เศรษฐกิจยังพอจะขยายตัวได้ ขณะที่หลายประเทศเช่น โปรตุเกส สเปน เศรษฐกิจยังอยู่ในสภาพชะลอตัว
กรณีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้าส่งออกสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจค่อนข้างออกมาดี เช่น ตัวเลขยอดซื้อบ้านใหม่และดัชนีภาคบริการ ซึ่งตรงข้ามกับตัวเลขเศรษฐกิจจริงที่ไตรมาสแรกของปีนี้หดตัวติดลบร้อยละ 0.6 และตัวเลขการบริโภคครัวเรือนเดือน เม.ย.ปรับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีถึงขั้นติดลบร้อยละ 0.1
ขณะเดียวกัน ตัวเลขการนำเข้าในช่วงที่ผ่านมากลับขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.1 นโยบายของประธานาธิบดีโอบามา เน้นการลดการว่างงานด้วยการสนับสนุนให้นักลงทุนสหรัฐกลับมาลงทุนในประเทศ ซึ่งชัดเจนว่าสหรัฐจะลดการนำเข้าและหันเป็นประเทศส่งออก
อย่างไรก็ตาม ในเดือน พ.ค. ตัวเลขยอดขายรถใหม่ในตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11.4 ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2550 แสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐน่าจะมีการฟื้นตัว ซึ่งเป็นผลดีต่อภาคเศรษฐกิจของโลกรวมทั้งประเทศไทย
กลับมาดูเศรษฐกิจของเอเชียกันบ้าง เริ่มจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่ค้าส่งออกของไทยสัดส่วนร้อยละ 9.73 เศรษฐกิจยังซึมต่อเนื่องโดยรัฐบาลญี่ปุ่นออกมาแสดงความวิตกกังวลจากการหดตัวของภาคการผลิตซึ่งได้รับผลกระทบจากการส่งออก ถึงแม้นว่าธนาคารกลางและรัฐบาลจะใช้นโยบายกดค่าเงินเยนให้อ่อนตัว แต่การส่งออกก็ยังไม่สามารถแข่งขันในเชิงราคาได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยอดขายลดลงต่อเนื่องมา 10 ปี ทำให้การบริโภคของญี่ปุ่นถึงขั้นหดตัวร้อยละ 4.6 และขาดดุลการค้าต่อเนื่องมาถึง 16 เดือน
ดังนั้น ที่ใครคิดว่าจะขยายตลาดไปในญี่ปุ่นช่วงนี้ก็คงต้องคิดให้หนัก
สำหรับเศรษฐกิจของประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าส่งออกไทยสัดส่วนร้อยละ 11.92 ช่วงที่ผ่านมาออกอาการไม่ค่อยดี ตัวเลขส่งออกเดือน มี.ค.ขยายตัวติดลบร้อยละ 6.6 และการนำเข้าขยายตัวติดลบร้อยละ 11.3 สต๊อกสินค้าคงคลังยังคงสูง ซึ่งแน่นอนย่อมกระทบต่อการส่งออกไทยไปประเทศจีน และทำให้ในช่วง 4 เดือนแรกติดลบร้อยละ 4.45
นอกจากนี้ ปัญหาของจีนขณะนี้ คือ มีการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูง ทางรัฐบาลมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ และไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นความยั่งยืนระยะยาว
นอกจากนี้ หลายประเทศในอาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย เศรษฐกิจล้วนได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา หลายประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักส่งออก ล้วนหดตัวติดลบ เช่น สิงคโปร์ ติดลบสูงถึงร้อยละ 25 อินโดนีเซีย ติดลบร้อยละ 19.73 มาเลเซีย ติดลบร้อยละ 0.13 ทั้งนี้เศรษฐกิจประเทศดังกล่าวล้วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนซึ่งพึ่งพิงกับการส่งออก
ดังนั้น เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนักย่อมส่งผลกระทบต่อการขยายตัวต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...จริงไหมครับ!!!







