
หุ้นผวาจลาจล-วิกฤตยุโรป
เหตุจลาจลกระทบหุ้นไทยช่วงสั้น มองปัญหาจบไม่ขาด โบรกเตรียมปรับประมาณการกำไร บจ.
เหตุจลาจลกระทบหุ้นไทยช่วงสั้น มองปัญหาจบไม่ขาด โบรกเตรียมปรับประมาณการกำไร บจ.
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต เปิดเผยว่า ในช่วงสั้นดัชนีหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ เพราะสองปัจจัยคือเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงทำให้ความเสี่ยงของประเทศไทยสูงขึ้นรวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจในยุโรปและจีน ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอการเติบโต
“วันนี้พูดยากว่าหุ้นจะลงสักกี่จุด แต่ดัชนีหุ้นมีโอกาสลดลง โดยเฉพาะตัวหุ้นที่ต่างชาติถืออยู่จำนวนมาก และยังมีกำไรพอสมควร ส่วนแนวโน้มต่อไปต้องติดตามเหตุการณ์วันต่อวันหากไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นอีก เชื่อว่าดัชนีแถว 700 จุด น่าจะรับไหว คงไม่รูดลงแรงถึง 670-680 จุด อย่างที่ทางเทคนิคคาดการณ์กัน” นายพิชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้น|ปรับตัวลงแรง ก็เป็นโอกาสในการซื้อหุ้นบางตัว เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) ถ้าลงมาต่ำกว่า 25 บาทก็น่าสนใจ แม้สาขาถูกเผาหรือทำลายแต่ผลงานยังดีอยู่ รวมถึงหุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ที่จะได้รับผลกระทบไม่มาก ส่วนบริษัทอื่นจะต้องประเมินผลกระทบก่อน อาทิ ธนาคารพาณิชย์นอกจากสินเชื่ออาจไม่เพิ่มมากนักแล้วคุณภาพสินเชื่อก็ยังด้อยลง
นายพิชัย กล่าวว่า ธนชาตมีโอกาสปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นของ บจ.ปีนี้ลง เหลือโตต่ำกว่า 15% จากก่อนหน้านี้ได้ปรับลดมาแล้วจากขยายตัว 18% เหลือ 15% เมื่อเกิดเหตุการณ์การชุมนุม
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้ ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นวันนี้มีโอกาสปรับตัวลงมากกว่าขึ้น จาก 3 เหตุผล คือ 1.ความเสียหายที่เกิดขึ้น บริษัทที่ได้รับผลกระทบถูกปรับลดประมาณ
2.แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ การลงทุนใหญ่ๆ จากต่างประเทศชะลอตัว และ 3.ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเปิดครึ่งวันและปิดทำการ ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลงจากวิกฤตการเงินในยุโรป
สำหรับการลงทุนระยะกลาง 2-3 เดือนจากนี้ไป ตลาดอยู่ในทิศทางซึมลง จากปัญหาการเมืองที่ยังไม่จบ เป็นปัจจัยเสี่ยงของประเทศ รวมทั้งปัญหาการเงินในยุโรป ทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นเร็วอย่างที่คิด
อย่างไรก็ดี สภาพคล่องที่เข้าไปช่วยอุดในวิกฤตการเงินของกรีซ จะไหลไปลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น ตลาดตราสาร ตลาดพันธบัตรของสหรัฐ สังเกตได้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มลดลงสุดท้ายแล้วจะไหลเข้าตลาดหุ้น คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะได้ประโยชน์จากสภาพคล่อง
“บล.ทิสโก้ประมาณการดัชนีหุ้นสิ้นปีแบบอนุรักษ์ หรือต่ำสุดแล้วที่ 815 จุด และไม่จำเป็นต้องปรับจากการสลายการชุมนุม ส่วนอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของตลาดหุ้นจะพิจารณาอีกครั้งหลังจากหารือผลกระทบบริษัทต่างๆ แล้ว” นายไพบูลย์ กล่าว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศเปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง หากดูสัญญาณจากช่วงที่ตลาดหุ้นไทย|ปิดสองวัน (20-21 พ.ค.) กองทุนที่ไปซื้อขายที่ตลาดสหรัฐและอิง SET 50 เอ็นเอวีปรับตัวลดลงอย่างมาก
“ภาพตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไป จากก่อนหน้านี้ต่างชาติขายหุ้นออกมามาก แต่ดัชนีหุ้นไม่ลงและกลับดีดขึ้นสวนตามแรงรับซื้อของนักลงทุนทั่วไปและสถาบันในประเทศ เพราะเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้ลุล่วงด้วยดี แต่หลังเกิดเหตุจลาจลต้องกลับมาคิดและอาจจะไม่มีแรงรับเข้ามา นอกจากนี้ก็ยังมีโอกาสให้นักลงทุนไทยขนเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยออกไปต่างประเทศมากขึ้น”
ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยยังต้องใช้เวลากว่าจะกลับเข้ามาใหม่ เพราะสถานการณ์ยังไม่จบ ทำให้การเมืองเป็นความเสี่ยงของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ประเทศและตลาดหุ้นไทยในระยะกลางและยาวยังมีความน่าสนใจอยู่ และเชื่อว่าหากทุกอย่างสามารถคลี่คลายลงด้วยดี โอกาสที่ต่างชาติจะกลับเข้ามาก็จะเกิดขึ้นได้
ด้านบริษัทจดทะเบียน (บจ.) |ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้เบื้องต้น|คือ ธนาคารพาณิชย์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) โรงแรมดุสิตธานี (DTC) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัล (CENTEL) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERAWAN) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท บีอีซีเวิลด์ (BEC)







