
เปิดตัว...ดาวรุ่งอนาคต"ประกันภัยไทย"
ธุรกิจประกันวินาศภัยไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วจาก 1.06 แสนล้านบาท ในปี 2551 เป็น 2.03 แสนล้านบาท
โดย...วารุณี อินวันนา
ธุรกิจประกันวินาศภัยไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วจาก 1.06 แสนล้านบาท ในปี 2551 เป็น 2.03 แสนล้านบาท ในปี 2556 และปี 2557 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.10 แสนล้านบาท รวมถึงการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ทำให้มีความต้องการบุคลากรรุ่นใหม่ๆ เข้าร่วมงานจำนวนมาก
ขณะที่ตลาดแรงงานกลับขาดแคลน เพราะคนรุ่นใหม่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย จึงมีการเรียนด้านนี้น้อย
ทำให้สมาคมประกันวินาศภัยไทย รุกประชาสัมพันธ์อาชีพผ่าน “ค่ายนักประกันวินาศภัยรุ่นเยาว์” ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งแต่ละปีจะมีการการคัดเลือก “ดาวรุ่งวงการประกันภัย” ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงและเติบโตในสายอาชีพอย่างรวดเร็ว มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้าน “การทำงานและการเติบโตในสายอาชีพในธุรกิจประกันภัย” กับเยาวชน
พศวีร์ จึงจีระสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่าย การตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จบปริญญาตรีภาควิชาสถิติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อยู่ในธุรกิจนี้มา 17 ปี ผ่านงานมาแล้ว 45 แผนก ทั้งจากสายประกันภัยทางทะเล ฝ่ายพิจารณารับประกันภัย ก่อนที่จะมาลงหลักที่สายการตลาด ซึ่งครอบคลุมการดูแลงานด้านโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การทำเอกสารสิ่งพิมพ์ เพื่อสนับสนุนแผนกต่างๆ ของบริษัท
ในการทำงานต้องมีทัศนคติที่ดี อ่าน ศึกษาเพิ่มเติม ตามดูการทำงานจากรุ่นพี่ และต้องเข้าใจว่าธุรกิจประกันภัยคือการให้ความช่วยเหลือลูกค้า ทำให้ลูกค้าสบายใจ
นอกจากนี้ การจัดการเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะต้องจัดลำดับความสำคัญของงานในแต่ละสัปดาห์ เตรียมข้อมูลงานให้พร้อม การแบ่งงานในทีมต้องชัดเจน และต้องรู้ว่าผู้บังคับบัญชาต้องการอะไร จะได้ประสานงานให้ประสบผล
พิงพรรณ สัจจา ผู้จัดการดูแลความสัมพันธ์บริษัทนายหน้าประกันภัย (Broker Relationship Manager) บริษัท คิวบีอี ประกันภัย (ประเทศไทย) อยู่ในวงการประกันภัยมา 11 ปีแล้ว กล่าวว่า เริ่มจากศูนย์ เพราะจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ การเข้าสู่ธุรกิจประกันภัยเพราะต้องการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ แต่ตำแหน่งไม่ว่าง ทางบริษัทให้ไปทำงานแผนกเคลมสินไหมทดแทนฝ่ายงานฝ่ายเคลมสินไหมรถยนต์ ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยทรัพย์สิน
“แม้แต่ตอนเรียนปริญญาโท ผมก็เรียนด้านนิเทศศาสตร์ต่อ และย้ายจากฝ่ายเคลมไปทำงานด้านการพิจารณารับประกันภัย ก็ต้องมาเรียนรู้สินค้าแต่ละประเภท ประโยชน์ของสินค้าแต่ละอย่าง และย้ายมาทำงานด้านการตลาด” พิงพรรณ กล่าว
พิงพรรณ กล่าวว่า ระหว่างนี้มีการเข้ารับการอบรมด้านประกันภัยเพิ่มเติม นอกเหนือจากการเรียนจากการทำงานจริง ซึ่งต้องใช้ความอดทนสูง หลังจากทำงานต้องมานั่งศึกษาเองตั้งแต่ 5 โมงครึ่ง ถึง 3 ทุ่มของทุกวัน ทำให้ได้ข้อคิดว่างานที่ชอบกับงานที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นงานเดียวกัน
จากการทำงานเคลมมาก่อน เมื่อมาอยู่สายงานด้านการตลาด ทำให้มีความรู้ในการตอบคำถามลูกค้าได้ชัดเจนว่าเคลมได้หรือไม่ได้ หลังจากนั้นได้ย้ายจากบริษัทประกันภัย มาทำงานกับบริษัทนายหน้าประกันภัยถึงปัจจุบัน รับผิดชอบการประสานงานกับลูกค้า
สุธนิศร์ สุริโยทัย ผู้อำนวยการแผนก Claims Product & Technical บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย เข้าสู่วงการประกันภัยได้ 3 ปี จบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ กล่าวว่า การเติบโตในสายอาชีพนี้ต้องพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ลึก คือรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถรู้ได้เท่าและรู้กว้าง เพราะเป็นงานที่จะต้องประสานงานกับแผนกอื่นๆ จึงต้องรู้ว่าแผนกที่จะไปประสานมีการทำงานอย่างไร
นอกจากนี้ ต้องศึกษาความต้องการของตัวเองว่า อยากได้ความรู้ด้านใด เพื่อจะได้เรียนรู้เพิ่มเติม จากรุ่นพี่ จากตำรา จะได้พัฒนางานให้ดีขึ้น ซึ่งแต่ละองค์กรต้องการให้งานเดินหน้าไปได้
“เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา จะต้องทวนคำสั่งเพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจตรงกัน จะทำให้งานเดินหน้าได้เร็ว” สุธนิศร์ กล่าว
ทั้งนี้ ปิยวดี โขวิฑูรกิจ กรรมการชมรมนักบริหารงานบุคคลธุรกิจประกันภัย สมาคมประกันวินาศภัย หวังว่า จะได้คนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจเข้าร่วมงาน เพราะคนรุ่นเก่าสักวันต้องเดินจากไป และอาศัยคนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาธุรกิจให้เติบโตต่อไปอย่างเข้มแข็ง







