
การหักลดหย่อนภาษีลูกกตัญญู
วันก่อนได้มีโอกาสบรรยายการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้น้องๆ ที่บริษัทฟัง ก็มีคำถามขึ้นมาข้อหนึ่งเกี่ยวกับการหักลดหย่อนภาษีลูกกตัญญู ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับอีกหลายท่าน จึงขอนำมาแบ่งปันกันที่นี่เลยนะครับ
วันก่อนได้มีโอกาสบรรยายการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้น้องๆ ที่บริษัทฟัง ก็มีคำถามขึ้นมาข้อหนึ่งเกี่ยวกับการหักลดหย่อนภาษีลูกกตัญญู ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับอีกหลายท่าน จึงขอนำมาแบ่งปันกันที่นี่เลยนะครับ
การหักลดหย่อนภาษีลูกกตัญญูเป็นสิทธิประโยชน์ที่กรมสรรพากรให้กับผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีเงื่อนไขดังนี้
(1) ให้หักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท สำหรับบิดามารดาที่มีอายุหกสิบปีขึ้นไป และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบิดามารดาดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนเกิน 30,000 บาทขึ้นไป (2) ผู้มีเงินได้หรือสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้จะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู
คำถามที่สงสัยก็คือ บุตรชอบด้วยกฎหมายคืออะไร ทางกฎหมายแล้ว เด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่สมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย เด็กที่เกิดมาก็ย่อมเป็นบุตรโดยชอบของทั้งบิดาและมารดา ส่วนเด็กที่เกิดในระหว่างที่บิดามารดาไม่ได้สมรสถูกต้องตามกฎหมาย โดยปกติจะถือว่าเป็นบุตร โดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาเท่านั้น ไม่ใช่บุตรโดยชอบของบิดาแม้ในความเป็นจริงจะเป็นบุตรของบิดานั้นก็ตาม
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ความเป็นมารดาโดยชอบเกิดขึ้นอัตโนมัติต่างจากความเป็นบิดา โดยชอบด้วยกฎหมายจะเกิดขึ้น เมื่อมีข้อเท็จจริงครบตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจว่าเมื่อผู้ใดมีชื่อเป็นบิดาตามใบเกิด (สูติบัตร) ของเด็ก ก็ถือว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด
จากข้อกฎหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ได้สมรสกัน ผู้มีเงินได้ที่เป็นลูกจะหักลดหย่อนภาษีลูกกตัญญูได้เฉพาะแม่เท่านั้น ไม่สามารถหักลดหย่อนพ่อได้
แล้วถ้าจะหักลดหย่อนภาษีลูกกตัญญูพ่อต้องทำยังไงบ้าง ผู้มีเงินได้ก็ต้องให้บิดาไปทำการจดทะเบียนรับรองผู้มีเงินได้ให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา ซึ่งเอกสารและขั้นตอนการจดทะเบียนรับรองบุตรมีดังต่อไปนี้
เอกสารในการจดทะเบียนรับรองบุตร
1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทั้งบิดาและมารดาอย่างละ 2 ชุด พร้อมบัตรประชาชนตัวจริง
2.สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้อง (บิดา) มารดา และบุตร อย่างละ 2 ชุด พร้อมฉบับจริง
3.สำเนาสูติบัตรของบุตร 2 ชุด พร้อมฉบับจริง
4.สำเนาใบเปลี่ยนชื่อตัว/ชื่อสกุล (ถ้ามี) ของผู้ร้อง (บิดา) บุตร มารดาของบุตร อย่างละ 2 ชุด พร้อมฉบับจริง
ขั้นตอนการดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตร
1.ให้ผู้ร้อง (บิดา) ไปยื่นคำขอจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขต (กรณีที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร) โดยผู้ร้องขอ (บิดา) จดทะเบียนต้องยื่นคำร้องขอตามแบบ คร.1
2.เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของเอกสารเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะทำการสอบถามความยินยอมในการจดทะเบียนรับรองบุตรจากมารดาของบุตรและความยินยอมจากบุตร
กรณีมารดาของบุตรเดินทางไปให้ความยินยอม ณ สำนักงานด้วยตัวเองต่อหน้านายทะเบียน และบุตรให้ความยินยอมด้วย นายทะเบียนจะให้มารดาและบุตรลงชื่อ นามสกุล ต่อหน้าพยาน 2 คน
กรณีมารดาของบุตรไม่ได้เดินทางไปให้ความยินยอมด้วยตัวเอง ผู้ร้องต้องมีหนังสือให้ความยินยอมของมารดาของบุตรในการจดทะเบียนมาแสดงต่อนายทะเบียนด้วย
** ทั้งสองดังกล่าวข้างต้นต้องนำบุตรและพยาน 2 คน ไป ณ สำนักงานทะเบียนด้วย
กรณีมารดาของบุตร ไม่ให้ความยินยอม หรือมารดาถึงแก่ความตายแล้ว หรือกรณีบุตรไม่อาจแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ เช่น อายุยังน้อยเกินไป การรับรองบุตรนั้น ผู้ร้อง (บิดา) จะต้องมาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองบุตร
*** ดังนั้น ผู้ร้อง (บิดา) จึงสามารถยื่นคำร้องต่อศาล ขออนุญาตศาลให้ความยินยอมแทนผู้เยาว์ หรือแทนมารดา ในการที่ผู้ร้องจะจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียนต่อไป ซึ่งขั้นตอนนับแต่วันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร ศาลจะนัดไต่สวนคำร้องไม่น้อยกว่า 45 วันนับแต่วันยื่นคำร้อง และภายในเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องแล้ว ผู้ร้องจักต้องนำบุตรและมารดาของบุตรไปให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการสถานพินิจฯ กรุงเทพฯ เพื่อประมวลและรายงานข้อเท็จจริงเสนอความเห็นต่อศาลประกอบในการพิจารณาคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร (ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 117)
อนึ่ง ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้อง (บิดา) พร้อมมารดาและบุตรต้องมาศาลและนำเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบัญชีพยานมาศาล เพื่อทำการไต่สวนคำร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ผู้ร้องสามารถขอคัดถ่ายคำสั่งศาล โดยให้เจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้องและขอหนังสือสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปดำเนินการตามความประสงค์ต่อไป n
อ้างอิงข้อมูลจาก : ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง







